วิธีวางระบบ PDPA สำหรับ Agency สำหรับคลินิก โรงพยาบาล และธุรกิจสุขภาพแบบเป็นขั้นตอน
หลายเอเจนซี่คิดว่าแค่ให้ลูกค้าเซ็นสัญญาบริการทั่วไปก็เพียงพอ บทความนี้วางระบบ PDPA แบบเป็นขั้นตอนสำหรับเอเจนซี่ที่รับงานลูกค้าสายสุขภาพโดยเฉพาะ

💬 สรุปสั้น ๆ
การวางระบบ PDPA สำหรับเอเจนซี่ที่ดูแลลูกค้าสายสุขภาพ ต้องเริ่มจากยืนยันสถานะผู้ประมวลผลข้อมูลของตัวเอง ทำสัญญาประมวลผลข้อมูล (DPA) แยกจากสัญญาบริการทั่วไป วางขั้นตอนเปิดเผย Sub-processor ทุกครั้งที่เพิ่มเครื่องมือ กำหนดวิธีจัดการข้อมูลเมื่อสัญญาสิ้นสุดไว้ล่วงหน้า และแบ่งแนวรับผิดชอบระหว่างเอเจนซี่กับลูกค้าให้ชัดตั้งแต่ต้น ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยตกลงกัน
สารบัญ
เอเจนซี่จำนวนมากเข้าใจว่าการทำ PDPA ให้ถูกต้องคือการมีนโยบายความเป็นส่วนตัวบนเว็บไซต์ของตัวเองและให้ลูกค้าเซ็นสัญญาว่าจ้างบริการตามปกติ ความเข้าใจนี้พลาดตรงที่มองข้ามสถานะจริงของเอเจนซี่ในความสัมพันธ์กับข้อมูลของลูกค้าไป เพราะเมื่อเอเจนซี่รับรายชื่อคนไข้ ผู้จองคิวตรวจ หรือ Audience ที่สร้างจากฟอร์มปรึกษาอาการมาจากคลินิกหรือโรงพยาบาล เอเจนซี่ไม่ได้เป็นเจ้าของข้อมูลนั้น แต่ทำหน้าที่เป็นผู้ประมวลผลข้อมูลตามคำสั่งของลูกค้า ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต่างจากการเป็นเจ้าของเว็บไซต์ทั่วไปโดยสิ้นเชิง
บทความนี้วางระบบ PDPA สำหรับเอเจนซี่ที่รับงานลูกค้าสายคลินิก โรงพยาบาล และธุรกิจสุขภาพแบบเป็นขั้นตอน เหมาะสำหรับทีมการตลาดและผู้ดูแลข้อมูลที่ต้องตั้งระบบใหม่ตั้งแต่ต้น หรือต้องการตรวจว่าระบบที่มีอยู่ครบถ้วนหรือยังขาดจุดไหน
การวางระบบ PDPA สำหรับเอเจนซี่ที่ดูแลลูกค้าสายสุขภาพ ต้องเริ่มจากยืนยันสถานะผู้ประมวลผลข้อมูลของตัวเอง ทำสัญญาประมวลผลข้อมูล (DPA) แยกจากสัญญาบริการทั่วไป วางขั้นตอนเปิดเผย Sub-processor ทุกครั้งที่เพิ่มเครื่องมือ กำหนดวิธีจัดการข้อมูลเมื่อสัญญาสิ้นสุดไว้ล่วงหน้า และแบ่งแนวรับผิดชอบระหว่างเอเจนซี่กับลูกค้าให้ชัดตั้งแต่ต้น ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยตกลงกัน
ขั้นตอนที่ 1: ยืนยันสถานะผู้ประมวลผลข้อมูลของเอเจนซี่
ก่อนเริ่มทำงานกับลูกค้าสายสุขภาพรายใหม่ ทีมควรนั่งไล่ก่อนว่าข้อมูลที่จะได้รับมาจากลูกค้ามีอะไรบ้าง และใครเป็นผู้กำหนดวัตถุประสงค์ในการเก็บข้อมูลนั้น ถ้าคลินิกเป็นฝ่ายกำหนดว่าจะเก็บข้อมูลอะไรจากคนไข้และนำไปใช้ทำอะไร ส่วนเอเจนซี่ทำหน้าที่แค่นำข้อมูลไปสร้าง Audience หรือวัดผลแคมเปญตามคำสั่ง เอเจนซี่จะมีสถานะเป็นผู้ประมวลผลข้อมูล ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูล สิ่งนี้ต้องระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่ต้น เพราะขอบเขตหน้าที่ตามกฎหมายของทั้งสองสถานะไม่เท่ากัน หลักฐานที่ควรเก็บไว้คือบันทึกการประชุมหรือเอกสารยืนยันสถานะนี้ตั้งแต่วันแรกที่คุยงานกับลูกค้า
ขั้นตอนที่ 2: ทำ Data Mapping ก่อนร่างสัญญา
ก่อนจะร่างสัญญาข้อถัดไป ทีมงานควรทำ Data Mapping กับลูกค้าคลินิกหรือโรงพยาบาลก่อนเสมอ คือไล่ดูว่าข้อมูลอะไรบ้างที่จะไหลเข้ามาสู่ระบบของเอเจนซี่จริง เช่น ชื่อและเบอร์โทรผู้จองคิวตรวจ คำตอบจากฟอร์มปรึกษาอาการเบื้องต้นที่อาจเข้าข่ายข้อมูลสุขภาพ หรือ Audience ที่สร้างจาก Pixel บนหน้าแพ็กเกจตรวจสุขภาพ แต่ละประเภทมีความอ่อนไหวไม่เท่ากัน และควรระบุว่าข้อมูลแต่ละก้อนไหลผ่านระบบไหนของเอเจนซี่บ้าง เช่น แพลตฟอร์มโฆษณา สเปรดชีตของทีมครีเอทีฟ หรือ CRM ของทีมขาย ผลลัพธ์ของขั้นตอนนี้ควรออกมาเป็นตารางสั้น ๆ ที่ใช้เป็นฐานในการเขียนขอบเขตสัญญาข้อถัดไป แทนที่จะเขียนสัญญากว้าง ๆ แล้วค่อยมาไล่ทีหลังว่าจริง ๆ รับข้อมูลอะไรมาบ้าง
ขั้นตอนที่ 3: ทำสัญญาประมวลผลข้อมูล (DPA) แยกจากสัญญาบริการ
สัญญาว่าจ้างบริการทั่วไปที่เอเจนซี่ใช้กับลูกค้าทุกอุตสาหกรรมมักไม่ได้ระบุรายละเอียดเรื่องข้อมูลไว้ลึกพอสำหรับลูกค้าสายสุขภาพ ขั้นตอนนี้คือการทำสัญญาประมวลผลข้อมูล หรืออย่างน้อยภาคผนวกแนบท้ายสัญญาเดิม ที่ระบุขอบเขตวัตถุประสงค์การประมวลผลอย่างชัดเจน เช่น ใช้เพื่อสร้าง Audience โฆษณาและวัดผลแคมเปญเท่านั้น ระบุประเภทข้อมูลที่จะได้รับ ระยะเวลาการเก็บข้อมูล มาตรการความปลอดภัยขั้นต่ำ และช่องทางที่ลูกค้าจะติดต่อกลับหากต้องการตรวจสอบการใช้งานข้อมูล สัญญานี้ควรทบทวนทุกครั้งที่ขอบเขตงานเปลี่ยน ไม่ใช่เขียนไว้ครั้งเดียวแล้วใช้ตลอดอายุสัญญา
ขั้นตอนที่ 4: วางขั้นตอนเปิดเผย Sub-processor
เอเจนซี่แทบทุกรายใช้เครื่องมือภายนอกอย่างน้อยหนึ่งตัวในการทำงาน เช่น แพลตฟอร์มโฆษณา ระบบ CRM หรือผู้ให้บริการ Call Center ที่ติดต่อกลับลีดจากคลินิก เครื่องมือเหล่านี้คือ Sub-processor ที่เอเจนซี่แต่งตั้งขึ้นมาอีกทอดหนึ่ง ขั้นตอนที่ต้องวางไว้คือทำรายชื่อ Sub-processor ทั้งหมดที่ใช้งานจริง แจ้งให้ลูกค้าทราบและได้รับความยินยอมก่อนเริ่มใช้งาน และทุกครั้งที่จะเพิ่มหรือเปลี่ยน Sub-processor ระหว่างทาง ต้องแจ้งลูกค้าล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเริ่มใช้งานจริง ไม่ใช่แจ้งย้อนหลังหลังเริ่มแคมเปญไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลที่ส่งต่อเกี่ยวข้องกับสุขภาพ ซึ่งลูกค้ามีสิทธิ์รู้ว่าใครเข้าถึงข้อมูลคนไข้ของตนได้บ้าง
ขั้นตอนที่ 5: กำหนดขั้นตอนแจ้งเหตุละเมิดข้อมูล (Breach Notification) กับลูกค้า
เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่สงสัยว่าข้อมูลอาจรั่วไหล เช่น บัญชีโฆษณาที่ผูก Custom Audience ของคลินิกถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต เอเจนซี่ในฐานะผู้ประมวลผลมีหน้าที่แจ้งลูกค้าโดยไม่ชักช้า ไม่ใช่รอสืบสวนจนแน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ก่อนแล้วค่อยแจ้ง ขั้นตอนที่ควรวางไว้ล่วงหน้าคือกำหนดผู้รับผิดชอบภายในทีมที่ต้องแจ้งลูกค้าทันทีที่พบสัญญาณผิดปกติ กำหนดกรอบเวลาแจ้งภายในทีมเอง และเตรียมข้อมูลเบื้องต้นให้พร้อม เช่น บัญชีโฆษณาที่ได้รับผลกระทบ ระบบที่เกี่ยวข้อง และขั้นตอนที่ทีมได้ทำไปแล้วเพื่อควบคุมสถานการณ์ในเบื้องต้น ส่วนการตัดสินใจว่าจะต้องแจ้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือแจ้งเจ้าของข้อมูลหรือไม่ เป็นหน้าที่ของคลินิกในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลที่จะประเมินต่อไป แต่ถ้าเอเจนซี่แจ้งช้าจนคลินิกพลาดกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด ความล่าช้าฝั่งเอเจนซี่เองก็อาจกลายเป็นประเด็นที่ถูกโยงกลับมาได้เช่นกัน
ขั้นตอนที่ 6: ตรวจต้นทางความยินยอมก่อนใช้ข้อมูล
แม้เอเจนซี่จะเป็นผู้ประมวลผล ไม่ใช่ผู้เก็บข้อมูลเอง แต่การนำข้อมูลที่ลูกค้าส่งมาไปใช้งานโดยไม่ตรวจสอบต้นทางความยินยอม ก็ทำให้เอเจนซี่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประมวลผลที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้เช่นกัน ขั้นตอนนี้คือการตั้งเงื่อนไขในสัญญาว่าลูกค้าต้องยืนยันว่าข้อมูลที่ส่งมาผ่านการขอความยินยอมที่ครอบคลุมวัตถุประสงค์การทำโฆษณาแล้ว และหากพบว่าไฟล์ข้อมูลไม่มีหลักฐานความยินยอมรองรับ ทีมงานควรระงับการใช้งานและแจ้งกลับลูกค้าเป็นลายลักษณ์อักษรก่อน แทนที่จะดำเนินการต่อตามคำสั่งโดยไม่ตั้งคำถาม
พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณหรือยัง?
ทดลองใช้งาน trusty ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เริ่มสแกนได้ทันที
ขั้นตอนที่ 7: วางช่องทางส่งต่อคำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล (Data Subject Request)
บางครั้งคนไข้หรือผู้ติดตามเพจของคลินิกจะติดต่อมาที่ช่องทางที่เอเจนซี่ดูแลโดยตรง เช่น ทักแชทเพจถามว่าเก็บเบอร์โทรของตนไว้ทำอะไร หรือตอบกลับ SMS นัดหมายว่าขอยกเลิกการรับข่าวสารทั้งหมด กรณีแบบนี้เอเจนซี่ไม่ควรตัดสินใจตอบหรือจัดการคำขอเองในฐานะผู้ประมวลผล เพราะสิทธิ์ในการอนุมัติหรือปฏิเสธคำขอเป็นของคลินิกในฐานะผู้ควบคุมข้อมูล สิ่งที่ควรทำคือส่งต่อคำขอไปให้ผู้ประสานงานฝั่งคลินิกภายในกรอบเวลาที่ตกลงกันไว้ในสัญญา เช่น ภายในสองวันทำการ พร้อมบันทึกวันเวลาที่ได้รับคำขอและวันที่ส่งต่อไว้เป็นหลักฐาน ทีมที่ไม่มีขั้นตอนนี้มักจบลงด้วยการปล่อยข้อความค้างไว้ในกล่องแชทโดยไม่มีใครตอบ หรือพนักงานตัดสินใจลบข้อมูลเองโดยไม่แจ้งคลินิกก่อน ซึ่งทั้งสองแบบสร้างความเสี่ยงคนละด้าน
ขั้นตอนที่ 8: วางแผนคืน/ลบข้อมูลเมื่อสัญญาสิ้นสุด
ขั้นตอนนี้ต้องเขียนไว้ในสัญญาตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน ไม่ใช่คิดตอนที่ลูกค้าจะเลิกจ้างแล้ว ระบุให้ชัดว่าเมื่อจบสัญญา ข้อมูลจะถูกคืนให้ลูกค้า ลบทิ้ง หรือทั้งสองอย่าง ภายในกรอบเวลาเท่าใด และต้องเตรียมขั้นตอนลบ Custom Audience ออกจากแพลตฟอร์มโฆษณาทุกจุดที่เคยอัปโหลดไว้ รวมถึงไฟล์ที่กระจายอยู่ในเครื่องมือต่าง ๆ ของทีม เช่น สเปรดชีตของทีมครีเอทีฟหรือระบบ CRM ของทีมขาย เพราะข้อมูลลูกค้าหนึ่งรายมักไม่ได้อยู่จุดเดียว การเก็บหลักฐานการลบ เช่น ภาพหน้าจอหรือ Log การลบ Audience ไว้เป็นเอกสารยืนยัน จะช่วยให้เอเจนซี่ตอบลูกค้าได้ทันทีหากถูกตรวจสอบภายหลัง
ขั้นตอนที่ 9: แบ่งแนวรับผิดชอบระหว่างเอเจนซี่กับลูกค้า
ขั้นตอนสุดท้ายคือเขียนขอบเขตความรับผิดชอบไว้ในสัญญาให้ชัด ว่าถ้าเกิดการรั่วไหลของข้อมูลบนระบบที่เอเจนซี่ดูแลเอง เช่น บัญชีโฆษณาหรือระบบ CRM ของเอเจนซี่ ความรับผิดชอบส่วนนั้นตกอยู่ที่เอเจนซี่ในฐานะผู้ประมวลผล แต่ถ้าคำสั่งของลูกค้าเองไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้น เช่น ให้เอเจนซี่ใช้ข้อมูลที่ไม่มีความยินยอมรองรับ ความรับผิดชอบส่วนนั้นควรตกอยู่ที่ลูกค้าในฐานะผู้ควบคุมข้อมูล การเขียนแนวแบ่งนี้ไว้ล่วงหน้าช่วยลดข้อโต้แย้งเมื่อเกิดปัญหาจริง เพราะทั้งสองฝ่ายรู้ล่วงหน้าแล้วว่าใครรับผิดชอบส่วนไหน
| ประเด็น | เอเจนซี่ (ผู้ประมวลผล) | คลินิก/ลูกค้า (ผู้ควบคุมข้อมูล) |
|---|---|---|
| กำหนดวัตถุประสงค์เก็บข้อมูล | ไม่มีสิทธิ์กำหนดเอง ทำตามคำสั่งที่ระบุในสัญญา | เป็นผู้กำหนดว่าจะเก็บข้อมูลอะไร เพื่อจุดประสงค์ใด |
| อนุมัติคำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล | รับคำขอและส่งต่อภายในกรอบเวลาที่ตกลงไว้ | ตัดสินใจอนุมัติ ปฏิเสธ หรือแก้ไขตามคำขอ |
| ความปลอดภัยของระบบที่ตนดูแล | รับผิดชอบระบบและบัญชีที่เอเจนซี่ควบคุมเอง เช่น บัญชีโฆษณา | รับผิดชอบระบบที่คลินิกควบคุมเอง เช่น ระบบนัดหมายของโรงพยาบาล |
| ความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งเริ่มต้น | ทำตามคำสั่งโดยสุจริต หากพบสัญญาณผิดปกติควรทักท้วงกลับ | ต้องมั่นใจว่าคำสั่งและความยินยอมต้นทางถูกต้องก่อนส่งต่อให้เอเจนซี่ |
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อวางระบบ
- คิดว่าสัญญาบริการทั่วไปครอบคลุมเรื่องข้อมูลเพียงพอแล้ว โดยไม่แยกทำสัญญาประมวลผลข้อมูลต่างหาก
- ไม่แจ้งลูกค้าเมื่อเพิ่มหรือเปลี่ยน Sub-processor ระหว่างแคมเปญ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องภายในทีม
- รับไฟล์ข้อมูลจากลูกค้ามาใช้ทันทีโดยไม่ตรวจหลักฐานความยินยอมต้นทาง
- ไม่มีขั้นตอนลบข้อมูลที่ชัดเจนเมื่อจบสัญญา ปล่อยให้ Audience ค้างอยู่ในระบบโฆษณาต่อไปเป็นปี
- ไม่เขียนแนวแบ่งความรับผิดชอบไว้ล่วงหน้า จนเกิดข้อโต้แย้งกับลูกค้าเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นจริง
สรุป
การวางระบบ PDPA สำหรับเอเจนซี่ที่ดูแลลูกค้าสายสุขภาพ ไม่ได้เริ่มจากการเขียนนโยบายความเป็นส่วนตัวให้สวยงาม แต่เริ่มจากการยืนยันสถานะผู้ประมวลผลข้อมูลของตัวเองให้ชัด ทำสัญญาที่ระบุขอบเขตงานและ Sub-processor ตรงกับความเป็นจริง ตรวจต้นทางความยินยอมก่อนใช้ข้อมูล วางแผนคืน/ลบข้อมูลไว้ล่วงหน้า และแบ่งแนวรับผิดชอบกับลูกค้าให้ชัดตั้งแต่ต้น ระบบแบบนี้ไม่มีสูตรตายตัวที่ทำให้ทุกแคมเปญปลอดภัยแน่นอน แต่ช่วยลดจุดที่เอเจนซี่มักมองข้ามเมื่อทำงานกับข้อมูลสุขภาพซึ่งมีความอ่อนไหวสูงกว่าข้อมูลทั่วไป
ทีมที่เพิ่งเริ่มวางระบบควรทำทีละขั้นตอนกับลูกค้าหนึ่งรายก่อน แล้วค่อยขยายไปใช้กับลูกค้าสายสุขภาพรายอื่น เพราะรายละเอียดสัญญาและ Sub-processor ของแต่ละรายอาจไม่เหมือนกันทั้งหมด
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
อ้างอิงแนวทางจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) เป็นหลัก และควรตรวจสอบประกาศหรือแนวปฏิบัติล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลสุขภาพและผู้ประมวลผลข้อมูลก่อนนำไปปรับใช้กับสัญญาของแต่ละลูกค้า เพราะรายละเอียดสัญญาแต่ละรายอาจต่างกัน
ดูภาพรวมหมวดธุรกิจอื่นเพิ่มเติมได้ที่ หน้ารวมความรู้ธุรกิจและอุตสาหกรรม หรือใช้ เช็กลิสต์ PDPA สำหรับ Agency สายสุขภาพ ตรวจซ้ำก่อนเปิดใช้งานแคมเปญจริงหลังวางระบบตามขั้นตอนนี้แล้ว
คำถามที่พบบ่อย
เอเจนซี่ต้องทำสัญญา DPA แยกจากสัญญาบริการทุกครั้งหรือไม่
ควรทำแยกหรืออย่างน้อยแนบเป็นภาคผนวก เพราะสัญญาบริการทั่วไปมักไม่ได้ระบุขอบเขตการประมวลผลข้อมูลและรายชื่อ Sub-processor ไว้ละเอียดพอสำหรับลูกค้าสายสุขภาพ
ถ้าเอเจนซี่เปลี่ยนแพลตฟอร์มโฆษณาระหว่างสัญญา ต้องแจ้งลูกค้าหรือไม่
ต้องแจ้ง เพราะแพลตฟอร์มใหม่ถือเป็น Sub-processor ที่ยังไม่ได้รับความยินยอมจากลูกค้า ควรแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเริ่มใช้งานจริง
ถ้าลูกค้าส่งไฟล์ข้อมูลมาโดยไม่มีหลักฐานความยินยอม เอเจนซี่ควรทำอย่างไร
ควรระงับการใช้งานไฟล์นั้นก่อนและแจ้งกลับลูกค้าเป็นลายลักษณ์อักษรให้ยืนยันแหล่งที่มาของความยินยอม แทนที่จะดำเนินการต่อโดยไม่ตรวจสอบ
เมื่อสัญญาจบแล้ว เอเจนซี่ต้องลบข้อมูลที่ไหนบ้าง
ต้องลบทุกจุดที่เคยใช้งานข้อมูลของลูกค้า เช่น Custom Audience ในแพลตฟอร์มโฆษณา ไฟล์ในสเปรดชีตของทีมครีเอทีฟ และข้อมูลในระบบ CRM ไม่ใช่แค่ลบไฟล์ต้นฉบับที่ได้รับมาเพียงจุดเดียว
หากเกิดข้อมูลรั่วไหลบนระบบของเอเจนซี่ ใครต้องรับผิดชอบ
ขึ้นอยู่กับที่ระบุไว้ในสัญญา โดยทั่วไปหากรั่วไหลบนระบบที่เอเจนซี่ดูแลเอง เอเจนซี่ในฐานะผู้ประมวลผลมักต้องรับผิดชอบส่วนนั้น แต่ถ้าคำสั่งของลูกค้าเองไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้น ความรับผิดชอบส่วนนั้นควรตกอยู่ที่ลูกค้าในฐานะผู้ควบคุมข้อมูล
บทความที่เกี่ยวข้อง (Related Articles)
ดูบทความอื่นในหมวด Business, Industry & SEOรวมคู่มือและเช็กลิสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้ใน Trusty Knowledge Centerอ่านต่อในหัวข้อเดียวกัน

อัปเดต PDPA สำหรับ Agency ปี 2026: สิ่งที่คลินิก โรงพยาบาล และธุรกิจสุขภาพต้องทบทวน
เอเจนซี่จำนวนไม่น้อยยังใช้สัญญา DPA เดิมที่เขียนไว้หลายปีก่อนกับลูกค้าสายสุขภาพ บทความนี้รวมสิ่งที่ควรทบทวนซ้ำในปี 2026 ก่อนต่อสัญญาหรือรับลูกค้าใหม่

วิธี Audit PDPA สำหรับ Agency ของคลินิก โรงพยาบาล และธุรกิจสุขภาพ พร้อม Evidence ที่ควรเก็บ
ทุกไตรมาส ทีมกฎหมายของเอเจนซี่แห่งหนึ่งนั่งเปิดโฟลเดอร์แคมเปญของลูกค้าคลินิกความงามเพื่อไล่ตรวจว่าข้อมูลคนไข้ที่เคยใช้ทำรีมาร์เก็ตติ้งยังอยู่ในระบบไหนบ้าง นี่คือรอบ Audit ที่เอเจนซี่กลุ่มนี้ควรทำเป็นประจำ
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรือ Data Protection Officer ของหน่วยงานท่านก่อนนำไปปฏิบัติจริง
พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณหรือยัง?
ทดลองใช้งาน trusty ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เริ่มสแกนได้ทันที