trusty — Website Trust Platform
Business, Industry & SEO

อัปเดต PDPA สำหรับธุรกิจสุขภาพ ปี 2026: สิ่งที่องค์กรการเงิน ประกัน และธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงต้องทบทวน

ปี 2026 องค์กรการเงินและประกันภัยที่แตะข้อมูลสุขภาพลูกค้าต้องทบทวนฐานความยินยอม การเก็บเอกสาร และการแชร์ข้อมูลกับพันธมิตรใหม่ ก่อนความเสี่ยงจากข้อมูลอ่อนไหวสะสมจนแก้ไขยาก

📅 เผยแพร่ 26 กรกฎาคม 2569อัปเดตล่าสุด 26 กรกฎาคม 2569✍️ เขียนโดย trusty Editorial Team⏱ อ่าน 7 นาที
Three businessmen in suits reviewing documents in a modern office setting.
ภาพโดย Gustavo Fring จาก Pexels

💬 สรุปสั้น ๆ

ปี 2026 องค์กรการเงิน ประกันภัย และธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงที่ประมวลผลข้อมูลสุขภาพของลูกค้า เช่น เอกสารเคลมประกันสุขภาพหรือผลตรวจสุขภาพประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ต้องทบทวนฐานการขอความยินยอมโดยชัดแจ้งใหม่ เพราะข้อมูลสุขภาพจัดเป็นข้อมูลอ่อนไหวที่มีมาตรฐานสูงกว่าข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป จุดที่ต้องเช็คคือแบบฟอร์มยินยอมเก่าที่เขียนกว้างเกินไป ระยะเวลาการเก็บเอกสารทางการแพทย์ที่ผูกกับกฎหมายเฉพาะ และช่องทางแบ่งปันข้อมูลกับบริษัทประกันภัยหรือพันธมิตรตรวจสุขภาพที่อาจไม่มีสัญญาประมวลผลข้อมูลที่รัดกุมพอ องค์กรควรตั้งรอบทบทวนทุก 3 เดือนตามระดับความเสี่ยงของข้อมูลประเภทนี้

ปี 2026 องค์กรการเงิน ประกันภัย และธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงที่ประมวลผลข้อมูลสุขภาพของลูกค้า เช่น เอกสารเคลมประกันสุขภาพหรือผลตรวจสุขภาพประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ต้องทบทวนฐานการขอความยินยอมโดยชัดแจ้งใหม่ เพราะข้อมูลสุขภาพจัดเป็นข้อมูลอ่อนไหวที่มีมาตรฐานสูงกว่าข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป จุดที่ต้องเช็คคือแบบฟอร์มยินยอมเก่าที่เขียนกว้างเกินไป ระยะเวลาการเก็บเอกสารทางการแพทย์ที่ผูกกับกฎหมายเฉพาะ และช่องทางแบ่งปันข้อมูลกับบริษัทประกันภัยหรือพันธมิตรตรวจสุขภาพที่อาจไม่มีสัญญาประมวลผลข้อมูลที่รัดกุมพอ องค์กรควรตั้งรอบทบทวนทุก 3 เดือนตามระดับความเสี่ยงของข้อมูลประเภทนี้

หลายฝ่ายกฎหมายในองค์กรการเงินและประกันภัยยังคิดว่าเอกสารประวัติการรักษาที่ลูกค้าแนบมาพร้อมแบบฟอร์มเคลมสุขภาพ หรือผลตรวจสุขภาพที่ใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อและกรมธรรม์ เป็นเอกสารประกอบทั่วไปแบบเดียวกับสลิปเงินเดือนหรือสำเนาทะเบียนบ้าน จึงจัดเก็บไว้ในระบบเดียวกับเอกสารการเงินทั่วไปโดยไม่ได้แยกชั้นการเข้าถึง ความเข้าใจนี้คลาดเคลื่อนตั้งแต่ต้น เพราะข้อมูลสุขภาพถูกจัดเป็นข้อมูลอ่อนไหวภายใต้ PDPA ซึ่งต้องขอความยินยอมโดยชัดแจ้งแยกจากฐานทางกฎหมายทั่วไปที่ใช้กับข้อมูลลูกค้าปกติ และต้องมีมาตรการควบคุมการเข้าถึงที่เข้มกว่าเอกสารการเงินทั่วไปหลายขั้น

องค์กรที่ยังใช้แนวทางเดิมในปี 2026 ควรรีบทบทวนก่อนรอบตรวจสอบถัดไป เพราะจุดที่มักถูกมองข้ามไม่ใช่ตัวกฎหมายที่เปลี่ยน แต่คือแนวปฏิบัติภายในที่ล้าสมัยไปเองตามเวลา เช่น แบบฟอร์มยินยอมที่ร่างไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มเก็บข้อมูล ยังไม่เคยถูกปรับให้ตรงกับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในภายหลัง

ทำไมข้อมูลสุขภาพในธุรกิจการเงินและประกันภัยจึงมีสถานะพิเศษ

สำหรับองค์กรการเงิน ประกันภัย และธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง ข้อมูลสุขภาพมักเข้ามาในสามช่องทางหลัก คือเอกสารเคลมประกันสุขภาพที่ลูกค้าส่งมาพร้อมใบรับรองแพทย์ ผลตรวจสุขภาพที่ใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติกรมธรรม์หรือสินเชื่อบางประเภท และข้อมูลสุขภาพที่ได้จากบริษัทประกันภัยต่อหรือพันธมิตรตรวจสุขภาพที่ทำสัญญาร่วมกัน ข้อมูลทั้งสามกลุ่มนี้ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไปที่อาศัยฐานสัญญาหรือประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายได้เพียงพอ แต่ต้องมีความยินยอมโดยชัดแจ้งเป็นการเฉพาะ เพราะกฎหมายมองว่าความเสียหายต่อเจ้าของข้อมูลหากข้อมูลสุขภาพรั่วไหลนั้นรุนแรงกว่าข้อมูลติดต่อทั่วไปมาก ทั้งในแง่ชื่อเสียง โอกาสถูกเลือกปฏิบัติ และผลกระทบต่อการทำประกันหรือขอสินเชื่อในอนาคต

ความแตกต่างสำคัญอีกจุดคือการเข้าถึงข้อมูลภายในองค์กรเอง ทีมพิจารณาสินไหม ทีมพิจารณาออกกรมธรรม์ และทีมขายไม่ควรเห็นข้อมูลสุขภาพในระดับเดียวกันหมด เพราะแต่ละทีมมีความจำเป็นต้องใช้ข้อมูลต่างกัน การจำกัดสิทธิ์ตามหลักความจำเป็นต้องรู้ (need-to-know) จึงเป็นมาตรฐานที่แยกออกจากการควบคุมสิทธิ์เอกสารการเงินทั่วไป

สิ่งที่เปลี่ยนไปและควรทบทวนในปี 2026

สิ่งที่องค์กรควรกลับไปตรวจสอบในรอบปีนี้ไม่ใช่แค่ตัวบทกฎหมายที่นิ่งอยู่แล้ว แต่คือแนวปฏิบัติของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ที่ออกมาเพิ่มเติมเป็นระยะ และพฤติกรรมการใช้งานจริงภายในองค์กรที่มักเบี่ยงไปจากนโยบายเดิมโดยไม่มีใครสังเกต รายการที่ควรทบทวนมีดังนี้

  • แบบฟอร์มความยินยอมสำหรับเคลมสุขภาพ ต้องระบุชัดว่าเก็บข้อมูลอะไร ใช้ทำอะไร แชร์กับใครบ้าง ไม่ใช่ข้อความกว้างแบบ "เพื่อวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจ"
  • ระยะเวลาการเก็บเอกสารทางการแพทย์ ต้องอ้างอิงกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการเก็บบันทึกทางการแพทย์ ไม่ใช่นโยบายเก็บเอกสารทั่วไปขององค์กรที่ตั้งไว้ตายตัวโดยไม่แยกประเภท
  • สัญญากับบริษัทประกันภัยต่อ นายหน้าประกัน หรือพันธมิตรตรวจสุขภาพ ต้องมีข้อกำหนดประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ระบุขอบเขตชัดเจน ไม่ใช่สัญญาธุรกิจทั่วไปที่พูดถึงข้อมูลแบบผ่านๆ
  • สิทธิ์การเข้าถึงระบบของทีมสินไหมและทีมพิจารณาออกกรมธรรม์ ควรตรวจว่ายังตรงกับบทบาทปัจจุบันหรือมีพนักงานที่เปลี่ยนงานแล้วแต่สิทธิ์ยังค้างอยู่
  • ช่องทางรับเรื่องร้องเรียนหรือคำขอใช้สิทธิ์ของเจ้าของข้อมูลสุขภาพ ต้องมีทีมที่รู้วิธีตอบสนองภายในกรอบเวลาที่เหมาะสม ไม่ใช่ส่งต่อไปยังฝ่ายบริการลูกค้าทั่วไปที่ไม่ได้ผ่านการอบรมเฉพาะ

จุดตรวจสอบเฉพาะสำหรับองค์กรการเงิน ประกัน และธุรกิจความเสี่ยงสูง

เมื่อธุรกิจอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงอย่างการเงินและประกันภัย จุดตรวจสอบที่ควรให้น้ำหนักเป็นพิเศษคือช่วงเวลาที่ข้อมูลสุขภาพเคลื่อนย้ายข้ามระบบ เช่น ตอนที่ทีมสินไหมส่งเอกสารเคลมไปให้แพทย์ที่ปรึกษาภายนอกตรวจสอบความสมเหตุสมผลของการรักษา หรือตอนที่ข้อมูลสุขภาพถูกส่งต่อให้บริษัทประกันภัยต่อเพื่อกระจายความเสี่ยง จุดเชื่อมต่อเหล่านี้มักเป็นช่องโหว่มากกว่าระบบหลักขององค์กรเอง เพราะควบคุมยากกว่าและมักอาศัยอีเมลหรือไฟล์แนบแทนระบบที่มีการเข้ารหัสและบันทึกการเข้าถึง องค์กรที่ยังไม่มีช่องทางส่งข้อมูลสุขภาพที่ปลอดภัยเฉพาะ ควรจัดลำดับความสำคัญเรื่องนี้ก่อนเรื่องอื่น

อีกจุดที่ควรตรวจคือบันทึกกิจกรรมประมวลผลข้อมูล (record of processing activities) เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพ ต้องแยกออกจากบันทึกข้อมูลลูกค้าทั่วไป และต้องระบุฐานทางกฎหมายที่ใช้สำหรับข้อมูลอ่อนไหวแยกต่างหาก หากพบว่าบันทึกยังปนกันอยู่ นี่คือสัญญาณว่าการแยกชั้นข้อมูลในองค์กรยังไม่เกิดขึ้นจริง แม้จะมีนโยบายเขียนไว้เป็นกระดาษแล้วก็ตาม

พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณหรือยัง?

ทดลองใช้งาน trusty ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เริ่มสแกนได้ทันที

ทดลองใช้งานระบบฟรี

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อองค์กรการเงินจัดการข้อมูลสุขภาพ

ข้อผิดพลาดแรกที่พบซ้ำคือการใช้ความยินยอมจากสัญญากรมธรรม์ฉบับเดิมมาครอบคลุมเคลมสุขภาพทุกประเภทในอนาคต ทั้งที่ความยินยอมควรผูกกับวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ชัดเจน ณ ตอนที่ขอ ไม่ใช่ยืดขอบเขตออกไปเรื่อยๆ ตามความสะดวกของฝ่ายปฏิบัติการ ข้อผิดพลาดที่สองคือการเก็บเอกสารทางการแพทย์ไว้นานเกินความจำเป็นเพียงเพราะ "เผื่อมีข้อพิพาทในอนาคต" โดยไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจนอิงกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทำให้ปริมาณข้อมูลอ่อนไหวสะสมเกินกว่าที่จำเป็นต้องรับความเสี่ยง

ข้อผิดพลาดที่สามคือการปล่อยให้ทีมขายหรือทีมการตลาดเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของลูกค้าที่เคยเคลมประกัน เพื่อนำไปวิเคราะห์แนวโน้มการต่ออายุกรมธรรม์ ทั้งที่งานลักษณะนี้ควรใช้ข้อมูลที่ไม่ระบุตัวตนหรือข้อมูลสรุปเชิงสถิติแทน ข้อผิดพลาดที่สี่คือการมองว่าการเข้ารหัสไฟล์เพียงอย่างเดียวเพียงพอแล้ว โดยลืมตรวจสอบว่าพนักงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับเคลมยังสามารถเปิดไฟล์เดียวกันได้อยู่หรือไม่ มาตรการทางเทคนิคเพียงชั้นเดียวไม่ได้ลดความเสี่ยงของข้อมูลอ่อนไหวลงจนหมดสิ้น ยังต้องมีการควบคุมสิทธิ์และการตรวจสอบเป็นระยะควบคู่กันไป เพราะข้อมูลสุขภาพยังมีความเสี่ยงตกค้างอยู่เสมอไม่ว่าจะวางมาตรการไว้ดีเพียงใด

สรุป: สิ่งที่ต้องทำก่อนรอบทบทวนถัดไป

ก่อนรอบทบทวนครั้งถัดไป องค์กรการเงิน ประกันภัย และธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงควรกลับไปตรวจแบบฟอร์มความยินยอมให้ตรงกับผลิตภัณฑ์ปัจจุบันจริง ปรับกรอบเวลาการเก็บเอกสารทางการแพทย์ให้อ้างอิงกฎหมายเฉพาะแทนนโยบายทั่วไป ตรวจสอบสัญญากับพันธมิตรภายนอกว่ามีข้อกำหนดประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่รัดกุมพอหรือไม่ และจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพให้ตรงกับบทบาทหน้าที่จริงของแต่ละทีม การทบทวนทุก 3 เดือนตามความเสี่ยงสูงของข้อมูลประเภทนี้ ช่วยให้องค์กรจับความคลาดเคลื่อนได้เร็วกว่าการรอให้เกิดเหตุก่อนแล้วค่อยแก้ไข

แหล่งข้อมูลอ้างอิงและการตรวจสอบเพิ่มเติม

ควรอ้างอิงแนวปฏิบัติล่าสุดจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) เป็นหลักในการตรวจสอบรอบนี้ และควรอ่านภาพรวมของหมวดธุรกิจและอุตสาหกรรมเพิ่มเติมที่ ศูนย์ความรู้ธุรกิจและอุตสาหกรรมของ trusty ประกอบกับ คู่มือภาพรวม PDPA สำหรับธุรกิจสุขภาพในบริบทองค์กรการเงินและประกันภัย เพื่อดูโครงสร้างทั้งระบบก่อนลงลึกเป็นรายหัวข้อ และหากต้องการขั้นตอนวางระบบแบบเป็นลำดับ สามารถดูต่อได้ที่ วิธีวางระบบ PDPA สำหรับธุรกิจสุขภาพในองค์กรการเงินและประกันภัยแบบเป็นขั้นตอน

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมข้อมูลเคลมประกันสุขภาพถึงต้องขอความยินยอมแยกจากสัญญากรมธรรม์หลัก

เพราะข้อมูลสุขภาพจัดเป็นข้อมูลอ่อนไหวที่กฎหมายกำหนดมาตรฐานความยินยอมสูงกว่าข้อมูลทั่วไป ความยินยอมในสัญญากรมธรรม์หลักมักเขียนไว้กว้างและไม่ครอบคลุมวัตถุประสงค์เฉพาะของการประมวลผลข้อมูลสุขภาพในแต่ละเคลม

องค์กรการเงินควรเก็บเอกสารทางการแพทย์ของลูกค้านานแค่ไหน

ควรอิงกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการเก็บบันทึกทางการแพทย์ประกอบกับวัตถุประสงค์ทางธุรกิจที่แท้จริง ไม่ใช่ใช้นโยบายเก็บเอกสารทั่วไปขององค์กรที่ตั้งไว้ตายตัวโดยไม่แยกประเภทข้อมูล

ถ้าต้องส่งข้อมูลสุขภาพให้บริษัทประกันภัยต่อ ต้องมีอะไรเพิ่มเติมจากสัญญาธุรกิจปกติ

ต้องมีข้อกำหนดประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ระบุขอบเขตการใช้ วัตถุประสงค์ และมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลสุขภาพโดยเฉพาะ ไม่ใช่อาศัยข้อสัญญาทั่วไปที่พูดถึงการรักษาความลับแบบกว้างๆ

ทีมขายในบริษัทประกันสามารถดูข้อมูลสุขภาพของลูกค้าที่เคยเคลมได้หรือไม่

โดยหลักการควรจำกัดไม่ให้ทีมขายเข้าถึงข้อมูลสุขภาพรายบุคคลโดยตรง หากต้องวิเคราะห์แนวโน้มควรใช้ข้อมูลสรุปเชิงสถิติหรือข้อมูลที่ไม่ระบุตัวตนแทน เพื่อจำกัดการเข้าถึงตามหลักความจำเป็นต้องรู้

อ่านต่อในหัวข้อเดียวกัน

Close-up view of a team collaborating with documents and a laptop in an office setting.
Business, Industry & SEOAudit Guide

วิธี Audit PDPA สำหรับธุรกิจสุขภาพ ขององค์กรการเงิน ประกัน และธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง พร้อม Evidence ที่ควรเก็บ

องค์กรการเงินและประกันจะรู้ได้อย่างไรว่ายังปฏิบัติตาม PDPA กับข้อมูลสุขภาพลูกค้าถูกต้อง คู่มือ Audit นี้วางกรอบตรวจสอบและหลักฐานที่ต้องเก็บไว้พิสูจน์

อัปเดต 26 ก.ค. 2569· อ่าน 8 นาที
Professionals having a business meeting in a modern cafe with a relaxed atmosphere.
Business, Industry & SEOChecklist

เช็กลิสต์ PDPA สำหรับธุรกิจสุขภาพ สำหรับองค์กรการเงิน ประกัน และธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง: ต้องตรวจอะไรบ้างก่อนเปิดใช้งาน

ก่อนเปิดขายผลิตภัณฑ์ที่แตะข้อมูลสุขภาพลูกค้า องค์กรการเงินและประกันควรตรวจอะไรบ้าง เช็กลิสต์นี้รวบรวมจุดตรวจสำคัญที่ต้องผ่านก่อนเปิดใช้งานจริง

อัปเดต 26 ก.ค. 2569· อ่าน 7 นาที

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรือ Data Protection Officer ของหน่วยงานท่านก่อนนำไปปฏิบัติจริง

พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณหรือยัง?

ทดลองใช้งาน trusty ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เริ่มสแกนได้ทันที