trusty — Website Trust Platform
Business, Industry & SEO

PDPA สำหรับโรงแรมและท่องเที่ยว คืออะไร? คู่มือสำหรับร้านค้าออนไลน์และ E-commerce

ร้านค้าออนไลน์ที่ขายแพ็กเกจทัวร์หรือบัตรกำนัลที่พักไม่ได้เป็นแค่คนกลางส่งต่อออเดอร์ แต่กลายเป็นจุดที่ข้อมูลหนังสือเดินทางและข้อมูลลูกค้าไหลผ่านจริง คู่มือนี้อธิบายให้เห็นภาพทั้งระบบ

📅 เผยแพร่ 26 กรกฎาคม 2569อัปเดตล่าสุด 26 กรกฎาคม 2569✍️ เขียนโดย trusty Editorial Team⏱ อ่าน 9 นาที
Diverse team working together, preparing packages in a creative office setting.
ภาพโดย Pavel Danilyuk จาก Pexels

💬 สรุปสั้น ๆ

PDPA สำหรับโรงแรมและท่องเที่ยว ในบริบทร้านค้าออนไลน์ หมายถึงหน้าที่ดูแลข้อมูลลูกค้าที่ร้านเก็บระหว่างขายแพ็กเกจทัวร์ บัตรกำนัลที่พัก หรือดีลจองห้องพัก ตั้งแต่ชื่อ เบอร์ติดต่อ ไปจนถึงหนังสือเดินทางที่ต้องส่งต่อให้โรงแรมหรือ OTA คู่ค้า ร้านค้าออนไลน์จึงมีบทบาทเป็นจุดรับและส่งต่อข้อมูลนักท่องเที่ยว ไม่ใช่แค่ระบบตัดบัตรเครดิต การดูแลตรงนี้ต้องคำนึงถึงทั้งความปลอดภัยของเอกสารประจำตัวและความชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบข้อมูลในแต่ละช่วง

PDPA สำหรับโรงแรมและท่องเที่ยว ในบริบทร้านค้าออนไลน์ หมายถึงหน้าที่ดูแลข้อมูลลูกค้าที่ร้านเก็บระหว่างขายแพ็กเกจทัวร์ บัตรกำนัลที่พัก หรือดีลจองห้องพัก ตั้งแต่ชื่อ เบอร์ติดต่อ ไปจนถึงหนังสือเดินทางที่ต้องส่งต่อให้โรงแรมหรือ OTA คู่ค้า ร้านค้าออนไลน์จึงมีบทบาทเป็นจุดรับและส่งต่อข้อมูลนักท่องเที่ยว ไม่ใช่แค่ระบบตัดบัตรเครดิต การดูแลตรงนี้ต้องคำนึงถึงทั้งความปลอดภัยของเอกสารประจำตัวและความชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบข้อมูลในแต่ละช่วง

หลายร้านค้าออนไลน์ที่ขายแพ็กเกจทัวร์ บัตรกำนัลโรงแรม หรือดีลจองที่พักผ่านหน้าเว็บของตัวเอง มักเข้าใจว่า PDPA สำหรับโรงแรมและท่องเที่ยว เป็นเรื่องของโรงแรมกับสายการบินที่ต้องคุยกับลูกค้าหน้าเคาน์เตอร์เท่านั้น ร้านที่แค่ขายต่อผ่านหน้าเว็บไม่น่าจะเกี่ยวข้องมากนัก ความเข้าใจแบบนี้คลาดเคลื่อนไปมาก เพราะทันทีที่ลูกค้ากรอกชื่อ เบอร์โทร อีเมล และในหลายกรณีคือเลขหนังสือเดินทางเพื่อยืนยันการจอง ร้านค้าออนไลน์ก็กลายเป็นจุดแรกที่ข้อมูลนักท่องเที่ยวไหลเข้ามา ก่อนจะถูกส่งต่อไปยังโรงแรม ทัวร์ หรือแพลตฟอร์มโอทีเอที่เป็นคู่ค้า ร้านจึงมีสถานะเป็นผู้เก็บและส่งต่อข้อมูลจริง ไม่ใช่แค่ตัวกลางทางธุรกรรมการเงินอย่างที่หลายคนเข้าใจ

ร้านค้าออนไลน์สายท่องเที่ยวเก็บข้อมูลอะไรบ้าง ในแต่ละขั้นตอน

ลองไล่ตามเส้นทางของลูกค้าคนหนึ่งที่ซื้อแพ็กเกจทัวร์ญี่ปุ่นพร้อมที่พักผ่านร้านค้าออนไลน์ ขั้นตอนแรกคือการค้นหาและเลือกแพ็กเกจ ซึ่งร้านมักเก็บพฤติกรรมการค้นหาผ่านคุกกี้และฟอร์มสอบถามราคา ขั้นตอนต่อมาคือการจองและชำระเงิน ตรงนี้ลูกค้าต้องกรอกชื่อ-นามสกุลตรงตามหนังสือเดินทาง เบอร์ติดต่อฉุกเฉิน และบางแพ็กเกจต้องแนบสำเนาหนังสือเดินทางหรือบัตรประชาชนล่วงหน้าเพื่อให้ทัวร์หรือโรงแรมยืนยันตัวตนก่อนวันเดินทาง ขั้นตอนถัดมาคือการส่งข้อมูลให้พันธมิตร ซึ่งเป็นจุดที่มักถูกมองข้าม เพราะร้านต้องส่งชื่อ เลขหนังสือเดินทาง และรายละเอียดการจองให้โรงแรมหรือแพลตฟอร์มโอทีเอที่ร้านไปต่อคิวจองห้องด้วย ก่อนจะถึงขั้นตอนเช็คอินจริงที่โรงแรมจะขอตรวจสอบเอกสารอีกครั้งตามกฎหมายควบคุมโรงแรม และสุดท้ายคือช่วงหลังทริป ที่ร้านมักเก็บข้อมูลไว้ทำการตลาดซ้ำ เช่น ส่งโปรโมชันทริปถัดไป หรือเก็บคะแนนสะสมสำหรับลูกค้าประจำ

แต่ละขั้นตอนเหล่านี้มีข้อมูลหลายระดับความอ่อนไหวปะปนกัน ตั้งแต่ข้อมูลติดต่อทั่วไปที่ความเสี่ยงต่ำ ไปจนถึงเอกสารประจำตัวที่หากรั่วไหลจะกระทบลูกค้าโดยตรงและกระทบความน่าเชื่อถือของร้านเช่นกัน

ทำไมหนังสือเดินทางและบัตรประชาชนของลูกค้าต้องเข้มงวดกว่าข้อมูลติดต่อทั่วไป

ข้อมูลอย่างชื่อ อีเมล หรือเบอร์โทร แม้เป็นข้อมูลส่วนบุคคลเช่นกัน แต่ไม่ได้เปิดช่องให้เกิดการสวมสิทธิ์ในระดับเดียวกับสำเนาหนังสือเดินทางหรือบัตรประชาชน เอกสารเหล่านี้เมื่อรวมกับข้อมูลการจองที่พักหรือทัวร์ อาจถูกนำไปใช้ปลอมแปลงการเดินทาง ยื่นขอวีซ่าซ้อน หรือสวมรอยทำธุรกรรมทางการเงินได้ ร้านค้าออนไลน์ที่รับสำเนาเอกสารเหล่านี้จึงควรแยกพื้นที่จัดเก็บออกจากข้อมูลออเดอร์ทั่วไป จำกัดจำนวนพนักงานที่เข้าถึงได้ และตั้งระยะเวลาลบข้อมูลหลังทริปจบให้ชัดเจน แทนที่จะเก็บไว้ในโฟลเดอร์เดียวกับใบเสร็จหรือประวัติแชทลูกค้าทั่วไป การเก็บสำเนาหนังสือเดินทางไว้ในระบบตะกร้าสินค้าเดียวกับสินค้าออนไลน์อื่น ๆ โดยไม่มีชั้นการเข้าถึงพิเศษ เป็นความเสี่ยงที่มองข้ามได้ง่ายที่สุด

เมื่อร้านค้าออนไลน์กลายเป็นจุดกลางข้อมูลระหว่างลูกค้ากับโรงแรม-โอทีเอ

สิ่งที่ทำให้ PDPA สำหรับโรงแรมและท่องเที่ยว ต่างจากการขายสินค้าออนไลน์ทั่วไปคือ ข้อมูลของลูกค้ามักไม่ได้หยุดอยู่ที่ร้าน แต่ต้องถูกส่งต่อไปยังคู่ค้าอย่างน้อยหนึ่งราย ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมปลายทาง บริษัททัวร์ หรือแพลตฟอร์มโอทีเอที่ร้านใช้สำรองห้อง เมื่อร้านส่งข้อมูลต่อ ร้านก็มีบทบาทคล้ายเป็นผู้ประมวลผลข้อมูลให้พันธมิตร ขณะเดียวกันร้านเองก็เป็นผู้ควบคุมข้อมูลของลูกค้าที่เก็บไว้ในระบบของตัวเองด้วย บทบาทสองด้านนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน และหลายร้านไม่เคยตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรกับคู่ค้าว่าใครรับผิดชอบส่วนไหน เช่น ถ้าข้อมูลรั่วไหลระหว่างการส่งต่อ ร้านหรือโรงแรมเป็นผู้ต้องแจ้งเหตุการณ์ก่อน การไม่มีข้อตกลงตรงนี้ทำให้เมื่อเกิดปัญหาจริง ทุกฝ่ายมัวแต่ถกเถียงกันว่าใครควรรับผิดชอบ แทนที่จะจัดการเหตุการณ์ได้ทันที

อีกจุดที่ควรสังเกตคือดีลที่ร้านนำแพ็กเกจของโอทีเอมาขายต่อในหน้าเว็บตัวเอง ลูกค้าอาจกรอกข้อมูลกับร้านโดยไม่รู้เลยว่าข้อมูลจะถูกส่งต่อไปอีกระบบหนึ่งที่ตนไม่เคยเห็นหน้าตา การแจ้งให้ลูกค้าทราบตั้งแต่ต้นว่าข้อมูลจะถูกส่งต่อให้ใครบ้าง จึงเป็นเรื่องที่ควรทำให้ชัดในหน้าจองและในนโยบายความเป็นส่วนตัวของร้าน ไม่ใช่ซ่อนไว้ในเอกสารยาวที่แทบไม่มีใครอ่าน

พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณหรือยัง?

ทดลองใช้งาน trusty ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เริ่มสแกนได้ทันที

ทดลองใช้งานระบบฟรี

ระบบที่ร้านค้าออนไลน์สายท่องเที่ยวควรมีก่อนเปิดขายจริง

เมื่อเข้าใจภาพรวมแล้ว ขั้นต่อไปคือการวางระบบให้รองรับ ซึ่งแบ่งออกเป็นสี่งานหลักที่ทีมงานควรทยอยทำให้ครบ งานแรกคือการทำแผนที่ข้อมูล (data mapping) ที่ระบุชัดว่าข้อมูลแต่ละประเภทเก็บที่ไหน ส่งต่อให้ใคร และลบเมื่อไหร่ งานที่สองคือการตรวจสอบระบบเป็นระยะ ว่าสิทธิ์การเข้าถึงเอกสารประจำตัวยังจำกัดอยู่ตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่ งานที่สามคือการทำเช็กลิสต์ก่อนเปิดขายแพ็กเกจใหม่แต่ละครั้ง เพื่อให้ทุกฟีเจอร์ใหม่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลก่อนใช้งานจริง และงานที่สี่คือการติดตามความเปลี่ยนแปลงของกฎเกณฑ์และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ เพราะรูปแบบการจองผ่านโอทีเอและมาตรฐานการยืนยันตัวตนของโรงแรมมีการปรับเปลี่ยนอยู่เรื่อย ๆ ร้านที่ต้องการลงลึกในแต่ละงานสามารถอ่านต่อได้ที่ คู่มือตรวจสอบสำหรับร้านค้าออนไลน์ ซึ่งอธิบายขั้นตอนตรวจและหลักฐานที่ควรเก็บอย่างละเอียด ส่วนทีมที่ต้องการเช็กลิสต์ก่อนเปิดใช้งานฟีเจอร์ใหม่ สามารถดูได้ที่ เช็กลิสต์ก่อนเปิดขาย และหากต้องการขั้นตอนลงมือทำแบบเป็นระบบตั้งแต่ต้น ให้ดูที่ วิธีทำระบบดูแลข้อมูลนักท่องเที่ยวสำหรับร้านค้าออนไลน์ เพราะกฎเกณฑ์และแนวทางของหน่วยงานกำกับดูแลมีการปรับปรุงอยู่เสมอ ร้านที่อยากรู้ว่าปีนี้มีอะไรเปลี่ยนบ้างควรติดตามที่ สรุปความเปลี่ยนแปลงล่าสุด เพิ่มเติมด้วย

ใครในทีมควรเป็นเจ้าของแต่ละงาน

ในร้านค้าออนไลน์ขนาดเล็กที่ไม่มีแผนกกฎหมายแยกต่างหาก งานเหล่านี้มักตกอยู่กับทีมปฏิบัติการที่ดูแลออเดอร์โดยตรง เพราะเป็นคนที่เห็นข้อมูลลูกค้าไหลผ่านมือทุกวัน แต่การมอบหมายให้ทีมปฏิบัติการทำคนเดียวโดยไม่มีเจ้าของร่วมจากฝั่งการตลาดหรือฝั่งไอที มักทำให้แผนที่ข้อมูลที่ทำไว้ไม่ครอบคลุมช่องทางที่ทีมการตลาดใช้เก็บข้อมูลลูกค้าเพิ่มเติม เช่น แบบฟอร์มลงทะเบียนรับส่วนลด หรือแชทบอทที่รับข้อมูลติดต่อก่อนส่งต่อให้ฝ่ายขาย ร้านที่ทำงานนี้ได้ผลจริงมักตั้งให้มีคนหนึ่งเป็นผู้ประสานงานกลาง ที่รวบรวมข้อมูลจากทุกฝ่ายมาไว้ในแผนที่เดียวกัน แล้วนัดทบทวนร่วมกันทุกไตรมาสแทนที่จะปล่อยให้แต่ละฝ่ายทำแยกกันโดยไม่เชื่อมโยงถึงกัน

เมื่อแพ็กเกจมาจากหลายคู่ค้าพร้อมกัน

ร้านค้าออนไลน์บางรายไม่ได้ทำงานกับโอทีเอเจ้าเดียว แต่รวมแพ็กเกจจากหลายบริษัททัวร์และหลายโรงแรมมาขายในหน้าเดียวกันเพื่อให้ลูกค้าเปรียบเทียบราคาได้สะดวก รูปแบบนี้ทำให้ข้อมูลของลูกค้าคนเดียวอาจถูกส่งต่อไปยังคู่ค้ามากกว่าหนึ่งรายในการจองครั้งเดียว เช่น ข้อมูลที่พักส่งให้โรงแรม ข้อมูลรถรับส่งส่งให้บริษัทขนส่งท้องถิ่น และข้อมูลประกันการเดินทางส่งให้อีกบริษัทหนึ่ง ร้านจึงควรทำรายการคู่ค้าที่เกี่ยวข้องกับแต่ละแพ็กเกจให้ชัดเจนเป็นรายแพ็กเกจ ไม่ใช่ทำภาพรวมกว้าง ๆ เพียงครั้งเดียว เพราะแพ็กเกจใหม่แต่ละตัวอาจมีคู่ค้าที่ต่างออกไปจากแพ็กเกจเดิม

ตัวอย่างหลักฐานที่ควรเก็บไว้

  • บันทึกว่าเอกสารประจำตัวของลูกค้าแต่ละรายถูกส่งต่อให้คู่ค้ารายใด วันที่เท่าไหร่
  • ข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรกับโรงแรมหรือโอทีเอเรื่องการดูแลข้อมูลที่ส่งต่อ
  • บันทึกการลบข้อมูลหลังพ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้ในนโยบายของร้าน
  • รายชื่อพนักงานที่มีสิทธิ์เข้าถึงสำเนาหนังสือเดินทางหรือบัตรประชาชน

คุกกี้และการติดตามผลก่อนวันจอง

ก่อนลูกค้าจะกดจองแพ็กเกจ ร้านค้าออนไลน์สายท่องเที่ยวมักใช้เครื่องมือติดตามพฤติกรรมค่อนข้างเยอะ ทั้งพิกเซลโฆษณา คุกกี้เปรียบเทียบราคา และระบบรีมาร์เก็ตติ้งที่ยิงโฆษณาแพ็กเกจเดิมซ้ำหลังลูกค้าออกจากหน้าเว็บไปแล้ว เครื่องมือเหล่านี้เก็บข้อมูลพฤติกรรมที่แม้ไม่ใช่เอกสารประจำตัว แต่ก็เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องขอความยินยอมตามช่องทางที่เหมาะสมเช่นกัน ทีมการตลาดที่รับผิดชอบโฆษณาควรรู้ขอบเขตนี้ไม่แพ้ทีมที่ดูแลข้อมูลการจอง เพราะบางครั้งจุดที่ถูกร้องเรียนจริงกลับไม่ใช่การจัดการเอกสารประจำตัว แต่เป็นโฆษณาที่ตามติดลูกค้าถี่เกินไปจนลูกค้ารู้สึกว่าถูกติดตามโดยไม่ยินยอม

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของร้านค้าออนไลน์สายท่องเที่ยว

ข้อผิดพลาดที่พบซ้ำ ๆ ในร้านค้าออนไลน์ที่ขายแพ็กเกจท่องเที่ยว มักเริ่มจากการเก็บสำเนาหนังสือเดินทางไว้ในอีเมลหรือแชทกลุ่มทีมงานโดยไม่ย้ายเข้าระบบที่มีการควบคุมสิทธิ์ อีกจุดคือการไม่แจ้งลูกค้าให้ชัดว่าข้อมูลจะถูกส่งต่อให้โรงแรมหรือโอทีเอรายใดบ้าง ทำให้ลูกค้ารู้สึกประหลาดใจเมื่อโรงแรมติดต่อมาโดยตรงโดยที่ตนไม่เคยให้ข้อมูลกับโรงแรมนั้นเอง นอกจากนี้หลายร้านยังไม่มีกำหนดเวลาลบข้อมูลหลังทริปจบ ทำให้ข้อมูลลูกค้าเก่าค้างอยู่ในระบบนานเกินความจำเป็น และบางร้านใช้พนักงานชั่วคราวหรือฟรีแลนซ์ช่วยจัดการออเดอร์ช่วงไฮซีซัน โดยให้สิทธิ์เข้าถึงข้อมูลลูกค้าทั้งหมดโดยไม่จำกัดเฉพาะงานที่ต้องทำจริง

สรุป: จุดเริ่มต้นที่ทำได้จริงสำหรับร้านค้าออนไลน์

ร้านค้าออนไลน์ที่ขายแพ็กเกจทัวร์หรือที่พักไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบทั้งหมดในคราวเดียว จุดเริ่มต้นที่ทำได้จริงคือไล่ดูก่อนว่าเอกสารประจำตัวของลูกค้าตอนนี้เก็บอยู่ที่ไหนบ้าง ใครเข้าถึงได้ และส่งต่อให้คู่ค้ารายใดบ้าง จากนั้นค่อยทยอยแก้จุดที่เสี่ยงที่สุดก่อน เช่น ย้ายสำเนาเอกสารออกจากอีเมลทั่วไป และตกลงกับคู่ค้าเรื่องการดูแลข้อมูลให้ชัดเจนขึ้น การทำทีละขั้นแบบมีหลักฐานประกอบจะช่วยให้ร้านตอบคำถามลูกค้าหรือหน่วยงานกำกับดูแลได้ทันทีเมื่อถูกถาม แทนที่จะต้องมานั่งไล่หาข้อมูลย้อนหลังตอนเกิดปัญหาแล้ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ร้านค้าออนไลน์ควรติดตามแนวปฏิบัติจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) เป็นหลัก และตรวจสอบข้อกำหนดของโรงแรมหรือแพลตฟอร์มโอทีเอที่เป็นคู่ค้าประกอบกัน เนื่องจากแต่ละแพลตฟอร์มอาจมีเงื่อนไขการส่งต่อข้อมูลของตัวเองเพิ่มเติม ดูภาพรวมของหมวดธุรกิจอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ความรู้ธุรกิจและอุตสาหกรรม

คำถามที่พบบ่อย

ร้านค้าออนไลน์ที่ขายแพ็กเกจทัวร์ต้องดูแล PDPA เหมือนโรงแรมเลยหรือไม่?

ไม่เหมือนกันทั้งหมด แต่มีส่วนที่ต้องเข้มงวดร่วมกัน โดยเฉพาะช่วงที่ร้านรับสำเนาเอกสารประจำตัวของลูกค้าแล้วส่งต่อให้โรงแรมหรือโอทีเอ ร้านมีหน้าที่ดูแลข้อมูลช่วงที่อยู่ในมือตัวเองให้ปลอดภัยเช่นกัน

ถ้าร้านแค่ขายบัตรกำนัลที่พักโดยไม่เก็บหนังสือเดินทาง ต้องระวังอะไรเป็นพิเศษ?

ยังต้องดูแลข้อมูลติดต่อพื้นฐานอย่างชื่อและเบอร์โทรให้ปลอดภัย และควรแจ้งให้ชัดว่าข้อมูลการจองจะถูกส่งต่อให้โรงแรมปลายทางเพื่อยืนยันสิทธิ์การเข้าพักหรือไม่

ร้านควรเก็บข้อมูลลูกค้าไว้นานแค่ไหนหลังทริปจบ?

ควรกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนตามความจำเป็นทางธุรกิจ เช่น ระยะเวลาที่อาจมีการติดต่อเรื่องข้อพิพาทหรือการคืนเงิน แล้วลบข้อมูลเมื่อพ้นระยะเวลานั้นแทนที่จะเก็บไว้ไม่มีกำหนด

ถ้าข้อมูลลูกค้ารั่วไหลระหว่างส่งต่อให้โอทีเอ ร้านต้องรับผิดชอบไหม?

ร้านมีส่วนต้องพิจารณาความรับผิดชอบตามบทบาทที่ตกลงกับคู่ค้า การมีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าจะช่วยให้ทุกฝ่ายรู้ขั้นตอนที่ต้องทำทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์

อ่านต่อในหัวข้อเดียวกัน

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรือ Data Protection Officer ของหน่วยงานท่านก่อนนำไปปฏิบัติจริง

พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณหรือยัง?

ทดลองใช้งาน trusty ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เริ่มสแกนได้ทันที