อัปเดต PDPA สำหรับโรงแรมและท่องเที่ยว ปี 2026: สิ่งที่องค์กรการเงิน ประกัน และธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงต้องทบทวน
ทีม Compliance ในธุรกิจการเงินและประกันภัยที่จับมือกับโรงแรมหรือแพลตฟอร์มจองห้องพักควรรู้ว่าอะไรเปลี่ยนไปในปี 2026 และต้องกลับไปตรวจอะไรซ้ำก่อนไตรมาสหน้า

💬 สรุปสั้น ๆ
ปี 2026 จุดที่องค์กรการเงิน ประกันภัย และธุรกิจเสี่ยงสูงต้องทบทวนคือการไหลของข้อมูลจาก OTA เข้าสู่ระบบพันธมิตรของตัวเอง การเก็บสำเนาหนังสือเดินทางที่ยังผูกกับสัญญาเดิม และขอบเขตการแชร์ข้อมูลผู้เข้าพักกับบุคคลที่สามเพื่อทำประกันการเดินทางหรือประเมินความเสี่ยง ควรตรวจสอบทุก 3 เดือนตามระดับความเสี่ยงของธุรกิจ ไม่ใช่รอจนมีปัญหาแล้วค่อยแก้
สารบัญ
ปี 2026 จุดที่องค์กรการเงิน ประกันภัย และธุรกิจเสี่ยงสูงต้องทบทวนคือการไหลของข้อมูลจาก OTA เข้าสู่ระบบพันธมิตรของตัวเอง การเก็บสำเนาหนังสือเดินทางที่ยังผูกกับสัญญาเดิม และขอบเขตการแชร์ข้อมูลผู้เข้าพักกับบุคคลที่สามเพื่อทำประกันการเดินทางหรือประเมินความเสี่ยง ควรตรวจสอบทุก 3 เดือนตามระดับความเสี่ยงของธุรกิจ ไม่ใช่รอจนมีปัญหาแล้วค่อยแก้
หลายทีม Compliance ในธุรกิจประกันภัยและสถาบันการเงินที่ทำโปรแกรมพันธมิตรกับโรงแรมหรือแพลตฟอร์มจองห้องพักมักเข้าใจว่า ข้อมูลผู้เข้าพักที่ไหลมาจาก OTA หรือโรงแรมคู่ค้าเป็น "ข้อมูลของฝ่ายโรงแรมล้วนๆ" องค์กรตัวเองแค่รับมาใช้ปลายทาง ไม่มีภาระต้องตรวจสอบต้นทาง ความเข้าใจนี้ผิดตั้งแต่จุดเริ่ม เพราะเมื่อองค์กรการเงินหรือประกันภัยนำข้อมูลนั้นไปประมวลผลต่อ เช่น คำนวณเบี้ยประกันการเดินทาง ตรวจสอบเคลมที่เกี่ยวกับการเข้าพัก หรือผูกกับโปรแกรมบัตรเครดิตพรีเมียมที่มีสิทธิพิเศษโรงแรม องค์กรกลายเป็นผู้ควบคุมข้อมูลร่วมทันที ไม่ใช่ผู้รับข้อมูลแบบไม่มีภาระใดๆ และนี่คือสิ่งที่ปี 2026 ทำให้ชัดเจนขึ้นกว่าที่เคย
สิ่งที่เปลี่ยนไปจริงในปี 2026 ไม่ใช่แค่ตัวเลขปีที่เปลี่ยน
สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่กฎหมายใหม่ทั้งฉบับ แต่คือแนวปฏิบัติและการบังคับใช้ที่เข้มขึ้นในสามจุด จุดแรกคือการตรวจสอบคู่สัญญาระดับ Data Processing Agreement ระหว่างองค์กรการเงินหรือประกันภัยกับโรงแรม พันธมิตรท่องเที่ยว หรือ OTA ที่ส่งข้อมูลผู้เข้าพักเข้ามา หลายองค์กรเซ็นสัญญาไว้ตั้งแต่ก่อนที่แนวทางการกำกับดูแลจะชัดเจน แล้วไม่เคยกลับไปทบทวนเงื่อนไขการแชร์ข้อมูลอีกเลย จุดที่สองคือระยะเวลาการเก็บสำเนาหนังสือเดินทางหรือบัตรประชาชนของผู้เข้าพักที่ผูกกับกรมธรรม์ประกันการเดินทางหรือผลิตภัณฑ์การเงินที่มีอายุสัญญายาว บางกรมธรรม์มีเงื่อนไขเคลมย้อนหลังได้หลายปี ทำให้ข้อมูลอัตลักษณ์นักท่องเที่ยวถูกเก็บนานเกินความจำเป็นโดยไม่มีใครตั้งคำถาม จุดที่สามคือขอบเขตการใช้ข้อมูลพฤติกรรมการเข้าพักเพื่อประเมินความเสี่ยงลูกค้า ซึ่งธุรกิจเสี่ยงสูงบางประเภทเริ่มนำมาใช้แบบไม่ระวังขอบเขตวัตถุประสงค์เดิมที่แจ้งไว้กับผู้เข้าพัก
ข้อมูลหนังสือเดินทางที่เข้ามาทาง OTA คือจุดที่ต้องตรวจซ้ำก่อน
สำหรับโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยว การเก็บสำเนาหนังสือเดินทางหรือบัตรประชาชนตอนเช็คอินเป็นข้อกำหนดทางกฎหมายที่มีมาก่อน PDPA อยู่แล้ว แต่สิ่งที่องค์กรการเงินหรือประกันภัยที่รับข้อมูลนี้ต่อจากโรงแรมมักมองข้ามคือ ข้อมูลชุดเดียวกันอาจผ่านมือมาแล้วหลายทอด เริ่มจากนักท่องเที่ยวกรอกข้อมูลในแพลตฟอร์มจอง ส่งต่อให้โรงแรมตอนยืนยันการจอง แล้วโรงแรมส่งให้พันธมิตรประกันหรือธนาคารอีกทอดเพื่อออกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น ประกันการเดินทางที่แถมมากับการจอง หรือสิทธิพิเศษบัตรเครดิตที่ผูกกับโรงแรมเครือข่าย แต่ละทอดที่ข้อมูลถูกส่งต่อควรมีการบันทึกว่าใครส่งให้ใคร ด้วยวัตถุประสงค์อะไร และผู้เข้าพักรับทราบเรื่องการส่งต่อนี้จากช่องทางไหน หากองค์กรการเงินหรือประกันภัยตอบคำถามนี้ไม่ได้ทันทีที่ถูกถาม นั่นคือสัญญาณว่าถึงเวลาต้องกลับไปตรวจ Data Flow ทั้งสายใหม่
สิ่งที่ทีม Compliance ควรทำก่อนไตรมาสหน้า
ก่อนรอบทบทวนถัดไป มีสามงานที่ควรเริ่มทำจริง ไม่ใช่แค่ตั้งเป็นวาระประชุม งานแรกคือขอสำเนาหรือสรุปแนวทางล่าสุดจากพันธมิตรโรงแรมและ OTA ว่าเก็บข้อมูลอัตลักษณ์ผู้เข้าพักอะไรบ้าง เก็บนานแค่ไหน และส่งต่อให้ใครบ้างนอกเหนือจากองค์กรตัวเอง งานที่สองคือตรวจสอบว่าฐานการประมวลผลที่องค์กรใช้อ้างอิงในการรับข้อมูลผู้เข้าพักมาทำผลิตภัณฑ์ประกันหรือการเงินยังตรงกับสิ่งที่แจ้งผู้เข้าพักไว้จริง ไม่ใช่แจ้งอย่างหนึ่งแต่ใช้ข้อมูลไปอีกอย่างเพราะธุรกิจขยายขอบเขตไปโดยไม่ปรับเอกสาร งานที่สามคือทบทวนอายุการเก็บข้อมูลหนังสือเดินทางหรือบัตรประชาชนของลูกค้าที่กรมธรรม์หรือสัญญาสิ้นสุดไปแล้ว หลายองค์กรเก็บต่อ "เผื่อมีเคลมย้อนหลัง" โดยไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่สะสมเงียบๆ มาหลายปี
ธุรกิจเสี่ยงสูงต้องระวังเรื่องการนำข้อมูลไปใช้นอกวัตถุประสงค์เดิม
ธุรกิจที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ผู้ให้บริการโปรแกรมสมาชิกวีไอพีที่ผูกกับโรงแรมเครือข่ายพันธมิตร มักมีแรงจูงใจนำข้อมูลพฤติกรรมการเข้าพักไปทำโปรไฟล์ลูกค้าเชิงลึกเพื่อประเมินมูลค่าหรือความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละราย จุดที่ต้องระวังคือการนำข้อมูลที่ผู้เข้าพักให้ไว้เพื่อวัตถุประสงค์การเข้าพักปกติ ไปใช้ประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตหรือด้านอื่นที่ไม่ได้แจ้งไว้ตั้งแต่ต้น แม้กระบวนการคัดกรองลูกค้าจะออกแบบมาอย่างรัดกุมเพียงใด ก็ไม่มีสูตรตายตัวที่ทำให้ผลการประเมินแม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์หรือปิดความเสี่ยงเรื่องขอบเขตวัตถุประสงค์ได้ทั้งหมด สิ่งที่ทำได้จริงคือกำหนดขอบเขตการใช้ข้อมูลให้ชัดตั้งแต่ต้น แจ้งผู้เข้าพักอย่างตรงไปตรงมา และมีบันทึกทุกครั้งที่ขยายขอบเขตการใช้งาน
พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณหรือยัง?
ทดลองใช้งาน trusty ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เริ่มสแกนได้ทันที
กรณีตัวอย่างที่พบบ่อยในองค์กรการเงินและประกันภัยที่จับมือกับโรงแรม
ลองนึกภาพบริษัทประกันภัยที่ออกกรมธรรม์ประกันการเดินทางแบบแถมมากับการจองห้องพักผ่านแพลตฟอร์มพันธมิตร ลูกค้าจองห้องพักและกดยอมรับข้อเสนอประกันในหน้าเดียวกันโดยแทบไม่ทันสังเกตว่าข้อมูลชื่อ หมายเลขหนังสือเดินทาง และวันที่เดินทางของตัวเองถูกส่งต่อให้บริษัทประกันทันที เมื่อเกิดเหตุระหว่างเดินทางและลูกค้ายื่นเคลม ทีมตรวจสอบเคลมของบริษัทประกันจะดึงข้อมูลชุดนี้มาใช้ยืนยันตัวตนและระยะเวลาการเข้าพัก แต่คำถามที่มักตอบไม่ได้คือ ข้อมูลที่ใช้ยืนยันตัวตนนี้เก็บไว้ที่ระบบไหน ใครเข้าถึงได้บ้างนอกทีมตรวจสอบเคลม และจะลบเมื่อไหร่หลังกรมธรรม์หมดอายุ อีกตัวอย่างคือธนาคารที่ผูกสิทธิพิเศษโรงแรมเครือข่ายไว้กับบัตรเครดิตพรีเมียม รับข้อมูลประวัติการเข้าพักของผู้ถือบัตรมาคำนวณคะแนนสะสมและจัดระดับสิทธิประโยชน์ หากไม่มีการกำหนดขอบเขตชัดเจน ข้อมูลชุดนี้อาจถูกดึงไปใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อหรือผลิตภัณฑ์การเงินอื่นโดยลูกค้าไม่เคยรับทราบว่าจะถูกใช้ในลักษณะนี้ ทั้งสองกรณีสะท้อนปัญหาเดียวกันคือ ข้อมูลที่เก็บมาเพื่อวัตถุประสงค์หนึ่งถูกดึงไปใช้ต่อในอีกบริบทหนึ่งโดยไม่มีใครทบทวนว่ายังอยู่ในขอบเขตที่แจ้งลูกค้าไว้หรือไม่ องค์กรที่ตั้งรอบทบทวนทุก 3 เดือนตามที่แนะนำข้างต้น จะจับปัญหาลักษณะนี้ได้ก่อนที่จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ตอนถูกลูกค้าร้องเรียนหรือถูกหน่วยงานกำกับดูแลตรวจสอบ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อองค์กรการเงินและประกันภัยตรวจสอบ PDPA ของโรงแรมและท่องเที่ยว
- เชื่อว่าเพราะโรงแรมเก็บข้อมูลถูกต้องตามกฎหมายท้องถิ่นแล้ว องค์กรตัวเองที่รับข้อมูลต่อจึงไม่มีภาระตรวจสอบเพิ่ม
- ไม่แยกแยะว่าข้อมูลชุดไหนมาจาก OTA โดยตรง กับชุดไหนโรงแรมเก็บเองตอนเช็คอิน ทำให้ตอบคำถามผู้เข้าพักเรื่องแหล่งที่มาของข้อมูลไม่ได้
- เก็บสำเนาหนังสือเดินทางต่อเนื่องหลังกรมธรรม์หรือสัญญาสิ้นสุดโดยไม่มีกำหนดเวลาลบหรือทำลายที่ชัดเจน
- ใช้ข้อมูลพฤติกรรมการเข้าพักไปทำโปรไฟล์ความเสี่ยงลูกค้าโดยไม่ได้แจ้งวัตถุประสงค์นี้ไว้ตั้งแต่ต้น
- ปล่อยให้ทีมขายหรือทีมการตลาดเข้าถึงข้อมูลอัตลักษณ์ระดับหนังสือเดินทางเหมือนข้อมูลติดต่อทั่วไป ทั้งที่ควรจำกัดสิทธิ์เข้าถึงแคบกว่านี้มาก
สรุป: อัปเดตอะไรบ้างและต้องทำต่ออย่างไร
โดยรวมแล้วปี 2026 ไม่ได้พลิกกฎเกณฑ์ใหม่ทั้งหมด แต่ทำให้แนวปฏิบัติที่เคยคลุมเครือชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการไหลของข้อมูลผ่าน OTA การเก็บสำเนาหนังสือเดินทางที่ผูกกับสัญญาระยะยาว และขอบเขตการใช้ข้อมูลพฤติกรรมการเข้าพักในธุรกิจเสี่ยงสูง องค์กรการเงิน ประกันภัย และธุรกิจเสี่ยงสูงที่จับมือกับโรงแรมหรือแพลตฟอร์มท่องเที่ยวควรตั้งรอบทบทวนทุก 3 เดือน ไม่ใช่รอให้หน่วยงานกำกับดูแลถามก่อนแล้วค่อยไปหาเอกสารย้อนหลัง เพราะข้อมูลอัตลักษณ์ระดับหนังสือเดินทางเป็นข้อมูลที่มีความอ่อนไหวสูงกว่าข้อมูลติดต่อทั่วไปมาก
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ตรวจสอบแนวทางล่าสุดกับคู่มือภาพรวม PDPA สำหรับโรงแรมและท่องเที่ยวสำหรับองค์กรการเงินและประกันภัยและดูหมวดความรู้ทั้งหมดได้ที่ ศูนย์ความรู้ธุรกิจและ SEO ของ trusty เพื่อติดตามการอัปเดตในหมวดอื่นด้วย
- สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) — pdpc.or.th
- สัญญา Data Processing Agreement ระหว่างองค์กรกับพันธมิตรโรงแรม/OTA ที่ใช้งานจริง
- บันทึกภายในว่าด้วยระยะเวลาการเก็บข้อมูลหนังสือเดินทางที่ผูกกับกรมธรรม์หรือสัญญาการเงิน
คำถามที่พบบ่อย
องค์กรการเงินหรือประกันภัยต้องตรวจสอบข้อมูลผู้เข้าพักที่มาจาก OTA ด้วยหรือไม่ ทั้งที่ไม่ได้เก็บข้อมูลเอง
ต้องตรวจสอบ เพราะเมื่อองค์กรนำข้อมูลนั้นไปประมวลผลต่อ เช่น คำนวณเบี้ยประกันหรือผูกกับสิทธิพิเศษบัตรเครดิต องค์กรกลายเป็นผู้ควบคุมข้อมูลร่วม ไม่ใช่ผู้รับข้อมูลที่ไม่มีภาระใดๆ
สำเนาหนังสือเดินทางของผู้เข้าพักควรเก็บนานแค่ไหน
ควรผูกกับวัตถุประสงค์และอายุสัญญาหรือกรมธรรม์ที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เก็บไว้ไม่มีกำหนดเผื่อมีเคลมย้อนหลัง ต้องมีวันที่ทบทวนหรือทำลายที่ชัดเจนหลังสัญญาสิ้นสุด
ปี 2026 มีอะไรใหม่ที่องค์กรการเงินและประกันภัยต้องรู้เกี่ยวกับ PDPA สำหรับโรงแรมและท่องเที่ยวโดยเฉพาะ
ไม่ใช่กฎหมายใหม่ทั้งฉบับ แต่แนวปฏิบัติเรื่องการไหลของข้อมูลผ่าน OTA การเก็บสำเนาหนังสือเดินทางระยะยาว และขอบเขตการใช้ข้อมูลพฤติกรรมเพื่อประเมินความเสี่ยงชัดเจนขึ้นกว่าเดิม
ควรทบทวนเรื่องนี้บ่อยแค่ไหน
แนะนำทบทวนทุก 3 เดือนสำหรับองค์กรที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีข้อมูลอัตลักษณ์ผู้เข้าพักไหลเข้าออกบ่อย เพื่อจับจุดที่เปลี่ยนแปลงก่อนที่จะสะสมเป็นปัญหาใหญ่
บทความที่เกี่ยวข้อง (Related Articles)
ดูบทความอื่นในหมวด Business, Industry & SEOรวมคู่มือและเช็กลิสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้ใน Trusty Knowledge Centerอ่านต่อในหัวข้อเดียวกัน

วิธี Audit PDPA สำหรับโรงแรมและท่องเที่ยว ขององค์กรการเงิน ประกัน และธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง พร้อม Evidence ที่ควรเก็บ
ทีม Compliance ของธนาคารและบริษัทประกันที่จัดการเดินทางผู้บริหารต้อง Audit ข้อมูลพาสปอร์ตและการจองโรงแรมเป็นรอบ บทความนี้สรุปขอบเขตที่ต้องตรวจและ Evidence ที่ควรเก็บไว้ยืนยันแต่ละรอบ

เช็กลิสต์ PDPA สำหรับโรงแรมและท่องเที่ยว สำหรับองค์กรการเงิน ประกัน และธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง: ต้องตรวจอะไรบ้างก่อนเปิดใช้งาน
ก่อนเซ็นสัญญากับโรงแรมหรือ OTA รายใหม่ ทีมเดินทางองค์กรของธนาคารและบริษัทประกันควรตรวจรายการนี้ก่อน เพื่อลดความเสี่ยงจากข้อมูลพาสปอร์ตและหลักฐานเคลมที่จัดการไม่รัดกุม
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรือ Data Protection Officer ของหน่วยงานท่านก่อนนำไปปฏิบัติจริง
พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณหรือยัง?
ทดลองใช้งาน trusty ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เริ่มสแกนได้ทันที