trusty — Website Trust Platform
Business, Industry & SEO

SEO และ Website Trust คืออะไร? คู่มือสำหรับคลินิก โรงพยาบาล และธุรกิจสุขภาพ

คู่มือฉบับรวมสำหรับธุรกิจสุขภาพที่อยากให้ Google เห็นว่าเว็บไซต์น่าเชื่อถือ ตั้งแต่ Schema Markup ไปจนถึงความโปร่งใสของผู้เขียนและทีมดูแลเนื้อหา

📅 เผยแพร่ 26 กรกฎาคม 2569อัปเดตล่าสุด 26 กรกฎาคม 2569✍️ เขียนโดย trusty Editorial Team⏱ อ่าน 10 นาที
A dentist in a white coat sits in a modern dental clinic, surrounded by equipment and assistants.
ภาพโดย khezez | خزاز จาก Pexels

💬 สรุปสั้น ๆ

SEO และ Website Trust สำหรับธุรกิจสุขภาพ คือการทำให้ Google Search และคนไข้ที่ค้นหาข้อมูลเห็นว่าเว็บไซต์มีตัวตนจริง มีผู้เขียนและผู้ตรวจทานที่ระบุตัวได้ มีโครงสร้างข้อมูล schema.org ที่ถูกต้อง และมีความปลอดภัยพื้นฐานอย่าง HTTPS โดยไม่เกี่ยวกับความยินยอมหรือ PDPA แต่เกี่ยวกับสัญญาณความน่าเชื่อถือที่ Google ใช้จัดอันดับผลการค้นหาแบบดั้งเดิมและ Rich Result

SEO และ Website Trust สำหรับธุรกิจสุขภาพ คือการทำให้ Google Search และคนไข้ที่ค้นหาข้อมูลเห็นว่าเว็บไซต์มีตัวตนจริง มีผู้เขียนและผู้ตรวจทานที่ระบุตัวได้ มีโครงสร้างข้อมูล schema.org ที่ถูกต้อง และมีความปลอดภัยพื้นฐานอย่าง HTTPS โดยไม่เกี่ยวกับความยินยอมหรือ PDPA แต่เกี่ยวกับสัญญาณความน่าเชื่อถือที่ Google ใช้จัดอันดับผลการค้นหาแบบดั้งเดิมและ Rich Result

ทีมการตลาดของคลินิกหลายแห่งเข้าใจว่า SEO และ Website Trust คือการยัดคำว่า "คลินิก" หรือ "โรงพยาบาล" ให้ปรากฏซ้ำ ๆ ในหน้าเว็บให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ บางทีมถึงขั้นจ้างเขียนบทความที่วนคำเดิมสิบกว่ารอบในหนึ่งหน้า แล้วสงสัยว่าทำไมอันดับไม่ขยับ ความเข้าใจนี้ผิดตั้งแต่ต้น เพราะ Google ไม่ได้ให้คะแนนจากความถี่ของคำ แต่ให้คะแนนจากสัญญาณที่บอกว่าเว็บไซต์นี้ "เชื่อถือได้" ในทางเทคนิคและทางเนื้อหา ซึ่งสำหรับธุรกิจสุขภาพแล้วสัญญาณเหล่านี้สำคัญกว่าอุตสาหกรรมทั่วไปมาก เพราะข้อมูลสุขภาพจัดอยู่ในกลุ่มที่ Google เรียกว่าเนื้อหาที่กระทบต่อชีวิต เงิน หรือความเป็นอยู่ของผู้อ่านโดยตรง

SEO และ Website Trust คืออะไรกันแน่

พูดให้ตรงประเด็น SEO และ Website Trust คือชุดสัญญาณที่ Google ใช้ประเมินว่าเว็บไซต์และเนื้อหาบนเว็บนั้นน่าเชื่อถือพอจะแสดงในหน้าผลการค้นหาอันดับต้น ๆ หรือใน Rich Result อย่างการ์ดบทความ (Article Rich Result) สัญญาณเหล่านี้แบ่งได้เป็นสามกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือโครงสร้างข้อมูลแบบ schema.org เช่น Article, Organization และ BreadcrumbList ที่ช่วยให้ระบบของ Google "อ่าน" หน้าเว็บได้ถูกต้องว่าใครเป็นผู้เขียน ใครเป็นเจ้าของเว็บไซต์ และหน้านั้นอยู่ตรงไหนในโครงสร้างเว็บ กลุ่มที่สองคือความโปร่งใสของผู้เขียนและผู้เผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นชื่อผู้เขียนบทความ หน้าเกี่ยวกับเรา (About) หน้าติดต่อ (Contact) และนโยบายบรรณาธิการที่คนอ่านหาเจอได้ง่าย กลุ่มที่สามคือพื้นฐานด้านความปลอดภัยของเว็บไซต์ที่มีผลต่อความน่าเชื่อถือ เช่น การใช้ HTTPS ทั้งเว็บ ไม่มีป๊อปอัปบดบังเนื้อหาแบบก้าวก่ายผู้ใช้ และการระบุความเป็นเจ้าของเว็บไซต์ที่ตรวจสอบได้

ข้อควรทำความเข้าใจอีกอย่างคือเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับ PDPA หรือความยินยอมของผู้ใช้เลย นั่นเป็นคนละหัวข้อกัน SEO และ Website Trust พูดถึงสัญญาณที่ทำให้เครื่องมือค้นหาไว้ใจเนื้อหา ไม่ใช่เรื่องการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล ธุรกิจสุขภาพที่สับสนสองเรื่องนี้มักจะไปทุ่มพลังกับ Cookie Banner จนลืมไปว่าหน้าบทความสุขภาพของตัวเองยังไม่มี Schema Markup เลยสักหน้า

ทำไมธุรกิจสุขภาพต้องให้น้ำหนักกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ

Google จัดหมวดเนื้อหาสุขภาพ การเงิน และความปลอดภัยไว้ในกลุ่มที่ต้องผ่านเกณฑ์ความน่าเชื่อถือสูงกว่าปกติ เพราะข้อมูลที่ผิดพลาดในหน้าเว็บเหล่านี้อาจส่งผลต่อการตัดสินใจด้านสุขภาพของผู้อ่านโดยตรง คลินิกที่เขียนบทความเรื่องอาการโรค วิธีดูแลตัวเอง หรือคำแนะนำก่อนพบแพทย์ จึงต้องแสดงให้ชัดว่าใครเป็นผู้เขียน มีพื้นฐานวิชาชีพอะไร และใครเป็นผู้ตรวจทานความถูกต้องทางการแพทย์ ถ้าหน้าเว็บไม่มีข้อมูลเหล่านี้เลย ต่อให้เนื้อหาเขียนดีแค่ไหน Google ก็มีแนวโน้มจะให้น้ำหนักน้อยกว่าเว็บไซต์ของโรงพยาบาลใหญ่ที่มีระบบตรวจทานชัดเจน

อีกประเด็นที่ธุรกิจสุขภาพมักมองข้ามคือโครงสร้างเว็บไซต์ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ตามจำนวนแผนกและบริการ เมื่อมีหน้าแผนกกุมารเวช หน้าแผนกทันตกรรม หน้าบทความสุขภาพ และหน้าโปรโมชั่นแยกกันหลายสิบหน้า การไม่มี BreadcrumbList หรือ Organization Schema ที่เชื่อมโยงกันทำให้ Google เห็นเว็บไซต์เป็นกลุ่มหน้าที่กระจัดกระจาย ไม่ใช่สถาบันเดียวที่มีตัวตนต่อเนื่อง ซึ่งลดโอกาสติด Rich Result และลดความน่าเชื่อถือในสายตาคนไข้ที่กำลังเปรียบเทียบตัวเลือกอยู่

ลองนึกภาพคนไข้ที่ค้นหาคำว่า "อาการไข้เลือดออกในเด็ก" แล้วเจอผลลัพธ์สองอันดับใกล้กัน อันแรกเป็นบทความจากโรงพยาบาลใหญ่ที่มีชื่อกุมารแพทย์ผู้เขียนพร้อมรูปและตำแหน่งชัดเจน มีวันที่ปรับปรุงล่าสุดแสดงในการ์ดผลการค้นหา ส่วนอันที่สองเป็นบทความจากคลินิกเล็กที่เนื้อหาละเอียดกว่าด้วยซ้ำ แต่ไม่มีชื่อผู้เขียน ไม่มีวันที่ปรับปรุง และไม่ติด Rich Result ใด ๆ คนไข้ส่วนใหญ่มักคลิกอันแรกก่อนโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกโน้มน้าวด้วยสัญญาณความน่าเชื่อถือที่มองไม่เห็นเหล่านี้ นี่คือเหตุผลที่คลินิกขนาดเล็กไม่ควรมองข้ามเรื่อง Website Trust เพียงเพราะคิดว่าเนื้อหาดีอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว

องค์ประกอบหลักที่ต้องวางให้ครบ

เมื่อพูดถึงการวางระบบ SEO และ Website Trust สำหรับธุรกิจสุขภาพ มีองค์ประกอบหลักสี่ส่วนที่ควรทำให้ครบก่อนไปขยายผลเรื่องอื่น ส่วนแรกคือ Article Schema บนทุกหน้าบทความสุขภาพ ระบุผู้เขียน วันที่เผยแพร่ วันที่แก้ไขล่าสุด และผู้จัดพิมพ์ให้ตรงกับความเป็นจริง ส่วนที่สองคือ Organization Schema ระดับเว็บไซต์ที่ระบุชื่อสถาบัน โลโก้ และช่องทางติดต่อที่ตรวจสอบได้ ส่วนที่สามคือ BreadcrumbList ที่แสดงลำดับชั้นของหน้าเว็บอย่างสอดคล้องกับเมนูจริง และส่วนที่สี่คือพื้นฐานความปลอดภัยของโดเมน ตั้งแต่ใบรับรอง SSL ที่ครอบคลุมทุกหน้าไปจนถึงการไม่มีลิงก์เสียหรือหน้าที่ถูกแฮ็กแทรกเนื้อหาแปลกปลอม

นอกจากสี่ส่วนนี้ ควรมีหน้า "เกี่ยวกับเรา" ที่ระบุทีมแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา พร้อมช่องทางติดต่อที่ใช้งานได้จริง และควรมีนโยบายบรรณาธิการสั้น ๆ อธิบายว่าเนื้อหาสุขภาพของเว็บไซต์ผ่านการตรวจทานอย่างไรก่อนเผยแพร่ รายละเอียดเหล่านี้อาจดูเป็นงานเอกสารที่ไม่เกี่ยวกับ SEO โดยตรง แต่ Google ใช้สัญญาณเหล่านี้ประกอบการประเมินความน่าเชื่อถือของทั้งเว็บไซต์ ไม่ใช่แค่หน้าเดียว

สำหรับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีหลายแผนก ควรพิจารณาทำ Organization Schema แบบลำดับชั้น คือมีองค์กรแม่หนึ่งเดียว แล้วให้แต่ละแผนกอ้างอิงกลับมาที่องค์กรแม่ผ่านฟิลด์ความสัมพันธ์ที่ schema.org รองรับ แทนที่จะสร้าง Organization แยกกันคนละชุดสำหรับแต่ละแผนกโดยไม่เชื่อมโยงกันเลย เพราะการแยกกันแบบไม่มีจุดเชื่อมทำให้ Google มองแต่ละแผนกเป็นเว็บไซต์คนละแห่ง ซึ่งเจือจางความน่าเชื่อถือที่สถาบันสะสมมาทั้งหมด

ขั้นตอนวางระบบแบบภาพรวม

การลงมือทำจริงควรเริ่มจากการสำรวจหน้าเว็บที่มีอยู่ทั้งหมดก่อนว่าหน้าไหนมี Schema แล้ว หน้าไหนยังไม่มี จากนั้นจัดลำดับความสำคัญโดยเริ่มจากหน้าที่มีทราฟฟิกสูงสุดหรือเป็นหน้าบริการหลัก เช่น หน้าแผนกฉุกเฉินหรือหน้าตรวจสุขภาพประจำปี ขั้นต่อไปคือใส่ Article และ Organization Schema ให้ครบตามรูปแบบที่ Google Search Central กำหนด แล้วทดสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบ Rich Result ก่อนเผยแพร่จริง หลังจากวางโครงสร้างข้อมูลแล้ว จึงค่อยไปเสริมเรื่องความโปร่งใสของผู้เขียนและ About/Contact ให้ครบทุกหน้า ขั้นตอนละเอียดของแต่ละส่วนอธิบายไว้ใน คู่มือวิธีวางระบบแบบเป็นขั้นตอนสำหรับธุรกิจสุขภาพ ซึ่งลงรายละเอียดทุกขั้นตอนพร้อมตัวอย่าง Schema จริง

การตรวจสอบเป็นระยะ ไม่ใช่ทำครั้งเดียวจบ

สัญญาณ Website Trust ไม่ใช่สิ่งที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ เพราะเว็บไซต์มีการเพิ่มหน้าใหม่ เปลี่ยนทีมเขียนเนื้อหา หรืออัปเดตแผนกต่าง ๆ อยู่เสมอ การตรวจสอบเป็นรอบ เช่น ทุกไตรมาส จะช่วยจับปัญหาอย่าง Schema ที่พังเพราะการอัปเดตเว็บไซต์ หรือหน้าใหม่ที่ทีมคอนเทนต์ลืมใส่ชื่อผู้เขียน แนวทางตรวจสอบแบบละเอียดพร้อมรายการ Evidence ที่ควรเก็บไว้อยู่ใน คู่มือ Audit สำหรับธุรกิจสุขภาพ ส่วนใครที่ต้องการรายการตรวจสอบแบบสั้นก่อนเปิดหน้าเว็บใหม่แต่ละครั้ง สามารถดูได้จาก เช็กลิสต์ก่อนเปิดใช้งาน

ทีมดูแลเว็บไซต์โรงพยาบาลหลายแห่งมักมอบหมายงานนี้ให้ทีมไอทีเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่ให้ทีมคอนเทนต์หรือทีมการตลาดรับรู้ว่ามีการตรวจสอบอยู่ ผลคือเมื่อทีมไอทีเปลี่ยนคน หรือเปลี่ยนผู้ให้บริการเว็บไซต์ ความรู้เรื่อง Schema ที่วางไว้ก็หายไปพร้อมกัน แนวทางที่ยั่งยืนกว่าคือทำเอกสารสรุปสั้น ๆ ว่าเว็บไซต์ใช้ Schema แบบไหน ใครเป็นผู้รับผิดชอบตรวจสอบรอบล่าสุด และผลตรวจครั้งก่อนพบปัญหาอะไรบ้าง เพื่อให้ทีมใหม่ที่เข้ามารับช่วงต่อไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง

พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณหรือยัง?

ทดลองใช้งาน trusty ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เริ่มสแกนได้ทันที

ทดลองใช้งานระบบฟรี

สิ่งที่เปลี่ยนไปในปี 2026

เกณฑ์ของ Google Search Central มีการปรับปรุงรายละเอียดของ Structured Data อยู่เรื่อย ๆ โดยเฉพาะฟิลด์ที่เกี่ยวกับผู้เขียนและวันที่แก้ไขเนื้อหา ธุรกิจสุขภาพที่เผยแพร่บทความจำนวนมากควรทบทวนว่า Schema ที่ใช้อยู่ยังตรงกับข้อกำหนดล่าสุดหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนระบบจัดการเนื้อหาหรือปรับดีไซน์เว็บไซต์ใหม่ รายละเอียดสิ่งที่ต้องทบทวนสำหรับปี 2026 สรุปไว้ใน อัปเดตประจำปี

ใครควรเป็นเจ้าของงานนี้ในองค์กร

คำถามที่มักตามมาหลังเข้าใจภาพรวมแล้วคือใครในองค์กรควรรับผิดชอบเรื่องนี้ คำตอบที่ใช้ได้จริงคือไม่ควรผลักให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำคนเดียว ทีมไอทีหรือผู้ดูแลเว็บไซต์ควรเป็นคนใส่และดูแล Schema ในเชิงเทคนิค ทีมการตลาดหรือทีมคอนเทนต์ควรเป็นคนดูแลว่าทุกบทความมีชื่อผู้เขียนและผู้ตรวจทานครบ ส่วนฝ่ายบริหารหรือฝ่ายกำกับดูแลควรเป็นคนอนุมัตินโยบายบรรณาธิการและรายชื่อผู้เชี่ยวชาญที่ปรากฏบนเว็บไซต์ เมื่อสามฝ่ายนี้ทำงานร่วมกันเป็นรอบ แทนที่จะต่างคนต่างทำ โอกาสที่ Schema จะพังโดยไม่มีใครรู้ตัวก็ลดลงมาก และหน้าเว็บใหม่ที่เผยแพร่ออกไปก็มีแนวโน้มครบองค์ประกอบตั้งแต่วันแรกมากกว่าต้องมาแก้ย้อนหลัง

สำหรับคลินิกขนาดเล็กที่ไม่มีทีมไอทีในองค์กร การจ้างผู้ให้บริการเว็บไซต์ภายนอกก็ยังทำเรื่องนี้ได้ เพียงแต่ต้องระบุในสัญญาหรือขอบเขตงานให้ชัดว่าต้องมี Article Schema, Organization Schema และ BreadcrumbList ครบ ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้ให้บริการตัดสินใจเองว่าจะใส่หรือไม่ใส่ เพราะผู้ให้บริการเว็บไซต์ทั่วไปที่ไม่ได้เชี่ยวชาญด้าน SEO เฉพาะทางมักมองข้ามรายละเอียดเหล่านี้ไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

งบประมาณที่ใช้ในการวางระบบเหล่านี้มักไม่สูงเมื่อเทียบกับต้นทุนการทำโฆษณาเพื่อดึงคนไข้ใหม่ในแต่ละเดือน เพราะส่วนใหญ่เป็นงานปรับโครงสร้างข้อมูลที่ทำครั้งเดียวแล้วใช้ได้ต่อเนื่อง ต่างจากงบโฆษณาที่ต้องจ่ายซ้ำทุกเดือนเพื่อรักษาระดับทราฟฟิก คลินิกที่มองเรื่องนี้เป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว แทนที่จะมองเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมรายครั้ง มักจัดสรรทรัพยากรให้เรื่องนี้ได้ง่ายกว่า และเห็นผลสะสมชัดเจนขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของธุรกิจสุขภาพ

  • ใส่ Schema แบบคัดลอกจากเว็บอื่นโดยไม่แก้ชื่อผู้เขียนหรือผู้จัดพิมพ์ให้ตรงกับความจริง ทำให้ข้อมูลที่ Google อ่านได้ไม่ตรงกับสิ่งที่แสดงบนหน้าเว็บ
  • มีหน้าบทความสุขภาพหลายสิบหน้าที่ไม่ระบุชื่อผู้เขียนหรือผู้ตรวจทานเลย ทำให้ Google มองว่าเนื้อหาไม่มีแหล่งที่มาที่ตรวจสอบได้
  • ลืมอัปเดต BreadcrumbList เมื่อปรับโครงสร้างเมนูเว็บไซต์ใหม่ ทำให้ข้อมูลลำดับชั้นที่ Google เห็นไม่ตรงกับเมนูจริงที่ผู้ใช้เห็น
  • ใช้ HTTPS เฉพาะหน้าแรกแต่หน้าย่อยบางหน้ายังโหลดผ่าน HTTP หรือมีเนื้อหาผสม (Mixed Content) ที่เบราว์เซอร์เตือนว่าไม่ปลอดภัย
  • ไม่มีหน้า About หรือ Contact ที่เข้าถึงง่าย หรือมีแต่ข้อมูลไม่ครบ เช่น ไม่มีเลขที่ใบอนุญาตสถานพยาบาลที่ตรวจสอบได้

บทสรุป

SEO และ Website Trust สำหรับธุรกิจสุขภาพเป็นเรื่องของการทำให้เว็บไซต์แสดงตัวตนที่ตรวจสอบได้ในสายตาของทั้ง Google และคนไข้ ผ่านสามองค์ประกอบหลักคือโครงสร้างข้อมูล schema.org ความโปร่งใสของผู้เขียนและผู้จัดพิมพ์ และพื้นฐานความปลอดภัยของเว็บไซต์ ไม่มีสูตรตายตัวที่ทำให้อันดับขึ้นทันทีหลังทำครบทุกข้อ แต่การวางสัญญาณเหล่านี้ให้ถูกต้องและตรวจสอบเป็นระยะ คือทางเดียวที่ทำให้เว็บไซต์มีโอกาสติด Rich Result และรักษาความน่าเชื่อถือในระยะยาวได้จริง ธุรกิจสุขภาพที่เริ่มจากหน้าที่มีทราฟฟิกสูงสุดก่อน แล้วค่อยขยายไปทั้งเว็บไซต์ มักเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่าการพยายามทำทุกหน้าพร้อมกันในครั้งเดียว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

เนื้อหานี้อ้างอิงแนวทางจาก Google Search Central เรื่อง Article Structured Data ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลทางการที่อธิบายรูปแบบ schema.org ที่ Google รองรับสำหรับหน้าบทความ ควรตรวจสอบเอกสารต้นทางโดยตรงทุกครั้งที่มีการปรับปรุงระบบเว็บไซต์ครั้งใหญ่ เพื่อยืนยันว่าฟิลด์ที่ใช้อยู่ยังตรงกับข้อกำหนดล่าสุด

คำถามที่พบบ่อย

SEO และ Website Trust เกี่ยวข้องกับ PDPA หรือความยินยอมของผู้ใช้หรือไม่

ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง เรื่องนี้พูดถึงสัญญาณที่ Google ใช้ประเมินความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์และเนื้อหา เช่น Schema ผู้เขียน และความปลอดภัยพื้นฐาน ส่วนความยินยอมและการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคนละหัวข้อที่ต้องดูแลแยกกัน

ต้องมี Schema ครบทุกหน้าก่อนถึงจะเห็นผลหรือไม่

ไม่จำเป็นต้องทำครบทุกหน้าพร้อมกัน ควรเริ่มจากหน้าที่มีทราฟฟิกสูงสุดหรือเป็นหน้าบริการหลักก่อน แล้วค่อยขยายไปยังหน้าอื่นตามลำดับความสำคัญ

ธุรกิจสุขภาพขนาดเล็กอย่างคลินิกเดี่ยวจำเป็นต้องทำเรื่องนี้หรือไม่

จำเป็น เพราะ Google ให้น้ำหนักกับความน่าเชื่อถือของเนื้อหาสุขภาพเป็นพิเศษไม่ว่าเว็บไซต์จะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก คลินิกขนาดเล็กที่วางสัญญาณเหล่านี้ถูกต้องมีโอกาสแข่งขันกับโรงพยาบาลใหญ่ได้ในบางคำค้นหา

ต้องตรวจสอบ Schema บ่อยแค่ไหน

ควรตรวจสอบอย่างน้อยทุกไตรมาส และตรวจทันทีหลังมีการปรับโครงสร้างเว็บไซต์หรือเปลี่ยนระบบจัดการเนื้อหา เพราะการอัปเดตเว็บไซต์เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ Schema พังโดยไม่มีใครสังเกต

แหล่งข้อมูลทางการที่ควรอ้างอิงคือที่ไหน

ควรอ้างอิง Google Search Central โดยตรง โดยเฉพาะเอกสาร Article Structured Data ซึ่งอธิบายรูปแบบ schema.org ที่ Google รองรับและมีการปรับปรุงรายละเอียดอยู่เป็นระยะ

อ่านต่อในหัวข้อเดียวกัน

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรือ Data Protection Officer ของหน่วยงานท่านก่อนนำไปปฏิบัติจริง

พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณหรือยัง?

ทดลองใช้งาน trusty ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เริ่มสแกนได้ทันที