trusty — Website Trust Platform
Platforms & Integrations

WordPress PDPA คืออะไร? คู่มือสำหรับร้านค้าออนไลน์และ E-commerce

ร้านค้าออนไลน์บน WordPress มักเข้าใจผิดว่าเรื่อง PDPA เป็นหน้าที่ของปลั๊กอินร้านค้าเท่านั้น ทั้งที่ตัว WordPress core เองก็มีเครื่องมือจัดการข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องตั้งค่าและตรวจสอบ

📅 เผยแพร่ 27 กรกฎาคม 2569อัปเดตล่าสุด 27 กรกฎาคม 2569✍️ เขียนโดย trusty Editorial Team⏱ อ่าน 10 นาที
Close-up of professionals using a digital tablet and smartphone during a meeting.
ภาพโดย AlphaTradeZone จาก Pexels

💬 สรุปสั้น ๆ

WordPress PDPA สำหรับร้านค้าออนไลน์หมายถึงการใช้เครื่องมือ Privacy ที่มากับ WordPress core เอง เช่น ตัวสร้างนโยบายความเป็นส่วนตัว เครื่องมือส่งออกและลบข้อมูลส่วนบุคคล และการตรวจสุขภาพเว็บด้าน Privacy ผ่าน Site Health ซึ่งทำงานอยู่แล้วไม่ว่าร้านจะติดตั้งปลั๊กอินอีคอมเมิร์ซตัวไหนก็ตาม ทีม E-commerce ต้องตั้งค่าและเก็บหลักฐานการใช้งานเครื่องมือเหล่านี้ควบคู่ไปกับการจัดการข้อมูลออเดอร์จากปลั๊กอินร้านค้า

WordPress PDPA สำหรับร้านค้าออนไลน์หมายถึงการใช้เครื่องมือ Privacy ที่มากับ WordPress core เอง เช่น ตัวสร้างนโยบายความเป็นส่วนตัว เครื่องมือส่งออกและลบข้อมูลส่วนบุคคล และการตรวจสุขภาพเว็บด้าน Privacy ผ่าน Site Health ซึ่งทำงานอยู่แล้วไม่ว่าร้านจะติดตั้งปลั๊กอินอีคอมเมิร์ซตัวไหนก็ตาม ทีม E-commerce ต้องตั้งค่าและเก็บหลักฐานการใช้งานเครื่องมือเหล่านี้ควบคู่ไปกับการจัดการข้อมูลออเดอร์จากปลั๊กอินร้านค้า

ทีมการตลาดในร้านค้าออนไลน์จำนวนมากเชื่อว่าตราบใดที่ยังไม่ได้ติดตั้งปลั๊กอินเก็บข้อมูลลูกค้าเพิ่มเติม หรือยังไม่ได้เปิดใช้ WooCommerce เต็มรูปแบบ เว็บ WordPress ของตัวเองก็ไม่มีข้อมูลส่วนบุคคลอะไรให้ต้องกังวล ความเชื่อนี้ผิดตั้งแต่ต้น เพราะ WordPress core เองเก็บชื่อ อีเมล ที่อยู่ไอพี และพฤติกรรมการล็อกอินของผู้ใช้ทุกคนที่มีบัญชีในระบบอยู่แล้ว ตั้งแต่ผู้ดูแลเว็บไปจนถึงผู้ที่แสดงความเห็นใต้บทความ ไม่ว่าร้านจะขายของผ่านปลั๊กอินตัวไหนก็ตาม การเข้าใจผิดจุดนี้ทำให้หลายร้านมองข้ามเครื่องมือ Privacy ที่ WordPress ติดตั้งมาให้ฟรีตั้งแต่แรก แล้วไปทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับการตั้งค่าปลั๊กอินร้านค้าอย่างเดียว บทความนี้จะพาไล่ดูทีละจุดว่า WordPress core เก็บข้อมูลอะไรบ้าง เครื่องมือ Privacy ในตัวใช้งานอย่างไร และร้านค้าออนไลน์ควรวางระบบตรวจสอบต่อเนื่องแบบไหนเพื่อไม่ให้พลาดจุดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

WordPress Core เก็บข้อมูลอะไรบ้างแม้ยังไม่มีปลั๊กอินร้านค้า

ก่อนจะพูดถึงปลั๊กอินใด ๆ ต้องแยกให้ชัดว่า WordPress core มีจุดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของตัวเองอยู่หลายจุด บัญชีผู้ดูแลระบบและผู้เขียนบทความเก็บชื่อผู้ใช้ อีเมล และรหัสผ่านที่เข้ารหัส ระบบล็อกอินสร้างคุกกี้ยืนยันตัวตนทุกครั้งที่มีคนล็อกอินเข้าหลังบ้าน ระบบความเห็น (Comments) เก็บชื่อ อีเมล เว็บไซต์ และไอพีของผู้แสดงความเห็นทุกคน และถ้าร้านเปิดใช้ Akismet หรือปลั๊กอินกันสแปมที่คล้ายกัน ข้อมูลความเห็นบางส่วนจะถูกส่งออกไปตรวจสอบกับบริการภายนอกด้วย จุดเหล่านี้ทั้งหมดเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตามความหมายของ PDPA แม้ร้านจะยังไม่ได้เปิดขายสินค้าออนไลน์จริงจังก็ตาม สำหรับร้านค้าที่ใช้ WordPress เป็นฐานแล้วต่อยอดด้วยปลั๊กอินอีคอมเมิร์ซ ข้อมูลจากปลั๊กอินร้านค้าจะซ้อนทับกับข้อมูลที่ WordPress core เก็บอยู่แล้ว ไม่ใช่แทนที่กัน การจัดการ PDPA ที่ครบถ้วนจึงต้องดูทั้งสองชั้นพร้อมกัน อีกจุดที่ทีมเทคนิคมักมองข้ามคือบันทึกกิจกรรมของผู้ใช้ (activity log) ที่ปลั๊กอินความปลอดภัยหลายตัวเปิดใช้เป็นค่าเริ่มต้น ซึ่งเก็บไอพีและเวลาที่แต่ละบัญชีล็อกอินเข้าออกไว้ย้อนหลังหลายเดือน ข้อมูลชุดนี้มีประโยชน์ด้านความปลอดภัยแต่ก็เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องนับรวมเมื่อคิดว่าเว็บเก็บข้อมูลอะไรบ้าง โดยเฉพาะเมื่อบัญชีที่ถูกบันทึกมีทั้งพนักงานภายในและเอเจนซี่ภายนอกที่หมุนเวียนเข้ามาช่วยดูแลเว็บเป็นครั้งคราว

เครื่องมือ Privacy ในตัวที่ WordPress ให้มาแล้ว

ใน Settings เมนู Privacy ของ WordPress มีเครื่องมือหลักสามส่วนที่ทีม E-commerce ควรรู้จักและตั้งค่าให้ตรงกับธุรกิจจริง ส่วนแรกคือตัวสร้างหน้านโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy Guide) ซึ่งจะดึงรายการปลั๊กอินที่ติดตั้งอยู่มาแนะนำหัวข้อที่ควรเขียนถึง เช่น ระบบตะกร้าสินค้าที่เก็บที่อยู่จัดส่ง หรือเกตเวย์ชำระเงินที่เก็บข้อมูลบัตร ทีมงานยังต้องเขียนเนื้อหาจริงเองให้ตรงกับสิ่งที่ร้านทำ เครื่องมือนี้เป็นแค่โครงเริ่มต้น ส่วนที่สองคือ Personal Data Export ที่ให้ผู้ดูแลค้นหาผู้ใช้จากอีเมลแล้วส่งออกข้อมูลทั้งหมดที่ระบบมีเป็นไฟล์ให้ลูกค้า ใช้ตอบคำขอเข้าถึงข้อมูลของเจ้าของข้อมูลได้โดยตรง ส่วนที่สามคือ Personal Data Erasure สำหรับการลบหรือปกปิดข้อมูลเมื่อมีคำขอใช้สิทธิลบ ซึ่งต้องตั้งค่าให้ครอบคลุมถึงข้อมูลออเดอร์เก่าที่กฎหมายบัญชีหรือภาษีอาจกำหนดให้ต้องเก็บไว้ระยะหนึ่งก่อน ไม่ใช่ลบทันทีทุกกรณี

Site Health กับการตรวจสุขภาพด้าน Privacy ของเว็บ

Site Health เป็นเครื่องมือตรวจสถานะเว็บที่มากับ WordPress core และมีส่วนที่เกี่ยวกับ Privacy โดยตรง เช่น การเตือนเมื่อยังไม่ได้ตั้งหน้านโยบายความเป็นส่วนตัว หรือเมื่อการตั้งค่า REST API เปิดให้เข้าถึงข้อมูลผู้ใช้กว้างเกินความจำเป็น ทีมเทคนิคของร้านควรเข้าไปดูหน้านี้เป็นระยะ ไม่ใช่แค่ตอนติดตั้งเว็บครั้งแรก เพราะการอัปเดตปลั๊กอินหรือธีมใหม่บางครั้งเปลี่ยนการตั้งค่าเดิมโดยไม่รู้ตัว การใช้ Site Health ควบคู่กับการจดบันทึกผลตรวจแต่ละครั้งจะช่วยให้มีหลักฐานว่าเว็บได้รับการดูแลต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมกฎหมายหรือผู้ตรวจสอบภายนอกมักถามหาเมื่อเกิดข้อพิพาทเรื่องข้อมูลลูกค้า

ข้อมูลจากคอมเมนต์และการป้องกันสแปมที่มักถูกมองข้าม

ร้านค้าออนไลน์จำนวนไม่น้อยเปิดให้ลูกค้าแสดงความเห็นใต้หน้าสินค้าหรือบล็อกรีวิว โดยไม่ได้คิดว่านี่คือจุดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลอีกจุดหนึ่ง ทุกความเห็นที่ถูกโพสต์จะถูกเก็บชื่อ อีเมล และไอพีของผู้โพสต์ไว้ในฐานข้อมูลอย่างถาวรจนกว่าจะมีคนลบ หากร้านเปิดใช้ Akismet เพื่อกรองสแปม ข้อมูลบางส่วนของความเห็นจะถูกส่งไปตรวจสอบกับเซิร์ฟเวอร์ภายนอกด้วย ซึ่งต้องระบุไว้ในนโยบายความเป็นส่วนตัวให้ชัดเจนว่ามีการส่งข้อมูลออกไปที่ใดบ้าง ทีมงานควรตั้งค่าระยะเวลาการเก็บความเห็นที่รอตรวจสอบ (pending) ไม่ให้ค้างอยู่นานเกินจำเป็น และพิจารณาปิดช่องกรอกข้อมูลเว็บไซต์ในฟอร์มความเห็นหากไม่จำเป็นต้องใช้ เพื่อลดปริมาณข้อมูลที่เก็บโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจรองรับ ร้านค้าที่เปิดให้ลูกค้ารีวิวสินค้าผ่านระบบความเห็นในตัว WordPress แทนที่จะใช้ปลั๊กอินรีวิวเฉพาะทาง ควรตรวจสอบเพิ่มเติมว่าอีเมลของผู้รีวิวถูกแสดงต่อสาธารณะหรือไม่ เพราะบางธีมดึงอีเมลไปแสดงเป็นลิงก์ Gravatar โดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นอีกจุดที่ข้อมูลส่วนบุคคลถูกเปิดเผยออกไปโดยที่ทีมงานอาจไม่รู้ตัว

คุกกี้ระบบล็อกอินและ session ของ WordPress core

นอกจากคุกกี้ของปลั๊กอินวิเคราะห์พฤติกรรมหรือปลั๊กอินการตลาดที่ร้านติดตั้งเพิ่ม ตัว WordPress core เองก็สร้างคุกกี้อย่างน้อยสองกลุ่มคือคุกกี้ยืนยันตัวตนสำหรับผู้ที่ล็อกอินเข้าหลังบ้าน และคุกกี้ wp-settings ที่จำการตั้งค่าหน้าจอส่วนตัวของผู้ดูแลระบบ คุกกี้กลุ่มนี้จำเป็นต่อการทำงานของระบบและมักไม่ต้องขอความยินยอมแบบคุกกี้การตลาด แต่ก็ยังต้องถูกระบุไว้ในนโยบายคุกกี้ของร้านว่ามีอยู่ เก็บอะไร และหมดอายุเมื่อไหร่ ทีมงานที่ดูแลหน้าคุกกี้แบนเนอร์ของร้านค้าควรตรวจสอบว่ารายการคุกกี้ที่แสดงต่อผู้ใช้ครอบคลุมถึงคุกกี้ระบบของ WordPress core ด้วย ไม่ใช่แสดงเฉพาะคุกกี้จากปลั๊กอินการตลาดที่มองเห็นง่ายกว่า

สิ่งที่ทีม Performance Marketing ควรระวังเป็นพิเศษ

ทีม Performance Marketing มักเป็นผู้เพิ่มโค้ดติดตามและปลั๊กอินการตลาดใหม่บนเว็บบ่อยที่สุด แต่กลับไม่ใช่ผู้ที่ดูแล Settings Privacy ของ core โดยตรง ช่องว่างนี้ทำให้เกิดสถานการณ์ที่แคมเปญเปิดตัวไปแล้ว มีการติดตั้งพิกเซลหรือสคริปต์ติดตามใหม่ แต่หน้านโยบายความเป็นส่วนตัวยังเป็นเวอร์ชันเก่าที่ไม่ได้ระบุถึงเครื่องมือเหล่านั้น ทีมการตลาดจึงควรมีขั้นตอนแจ้งทีมเทคนิคหรือฝ่ายที่ดูแล Privacy ทุกครั้งก่อนติดตั้งโค้ดติดตามใหม่ โดยเฉพาะก่อนแคมเปญใหญ่ที่คาดว่าจะมีผู้เข้าชมเว็บเพิ่มขึ้นมาก เพราะยิ่งมีผู้ใช้มากเท่าไหร่ ยิ่งมีข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บผ่านทั้งปลั๊กอินการตลาดและระบบ core

พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณหรือยัง?

ทดลองใช้งาน trusty ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เริ่มสแกนได้ทันที

ทดลองใช้งานระบบฟรี

การเตรียมพร้อมตอบคำขอใช้สิทธิของลูกค้าร้านค้าออนไลน์

เมื่อลูกค้าร้านค้าออนไลน์ส่งคำขอเข้าถึงหรือขอลบข้อมูลส่วนบุคคลของตัวเอง ทีมที่รับคำขอมักเป็นทีมบริการลูกค้าซึ่งไม่คุ้นเคยกับเมนู Personal Data Export หรือ Personal Data Erasure ใน WordPress เลย ทำให้คำขอถูกส่งต่อไปมาระหว่างแผนกจนล่าช้ากว่าที่ควร ร้านค้าออนไลน์ที่วางระบบไว้ล่วงหน้าจะกำหนดผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น เช่น ผู้ดูแลเว็บหรือทีมเทคนิคที่รู้วิธีใช้เครื่องมือทั้งสองตัว และมีขั้นตอนยืนยันตัวตนผู้ขอก่อนดำเนินการทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครสวมรอยขอข้อมูลของผู้อื่น อีกจุดที่ต้องเตรียมล่วงหน้าคือการแยกข้อมูลที่ลบได้ทันทีออกจากข้อมูลที่ต้องเก็บไว้ตามข้อผูกพันด้านบัญชีหรือภาษี เช่น ประวัติการสั่งซื้อที่มีผลต่อการยื่นภาษี ร้านที่ไม่เคยแยกประเภทข้อมูลไว้ล่วงหน้ามักตอบคำขอช้าเพราะต้องมานั่งไล่ตรวจทีละรายการเมื่อคำขอเข้ามาจริง การซ้อมตอบคำขอกับบัญชีทดสอบก่อนที่จะมีคำขอจริงเข้ามา ช่วยให้ทีมเห็นว่าขั้นตอนไหนใช้เวลานานเกินไปและควรปรับปรุงก่อนที่ลูกค้าจริงจะร้องเรียนเรื่องความล่าช้าในการตอบกลับ

การประสานงานระหว่างทีมเทคนิคเว็บกับทีมสนับสนุนลูกค้า

ร้านค้าออนไลน์ขนาดกลางถึงใหญ่มักแบ่งงานเป็นทีมย่อยชัดเจน ทีมเทคนิคดูแลปลั๊กอินและการตั้งค่าเว็บ ทีมสนับสนุนลูกค้าตอบแชทและอีเมล ส่วนทีมการตลาดดูแลแคมเปญและโค้ดติดตาม เมื่อลูกค้าติดต่อขอใช้สิทธิเรื่องข้อมูล ทีมสนับสนุนลูกค้ามักเป็นด่านแรกที่รับเรื่อง แต่ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงเมนู Settings Privacy เอง ร้านที่จัดระบบดีจะมีเอกสารขั้นตอนสั้น ๆ ระบุว่าเมื่อได้รับคำขอประเภทใด ต้องส่งต่อให้ใครภายในกี่วันทำการ พร้อมแนบวิธีตรวจสอบตัวตนผู้ขอเบื้องต้น เอกสารลักษณะนี้ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ต้องมีอยู่จริงและทุกคนในทีมเข้าถึงได้ ไม่ใช่อยู่ในหัวของพนักงานคนใดคนหนึ่งที่อาจลาออกไปเมื่อใดก็ได้ การซ้อมส่งต่อคำขอระหว่างแผนกปีละครั้งช่วยให้ทุกคนคุ้นเคยกับขั้นตอนจริง แทนที่จะต้องมาคิดหาวิธีทำตอนลูกค้าโทรมาต่อว่าเรื่องความล่าช้าแล้วเท่านั้น

จะเริ่มทำ WordPress PDPA สำหรับร้านค้าออนไลน์อย่างไร

การวางระบบ WordPress PDPA สำหรับร้านค้าออนไลน์ทำได้เป็นขั้นตอนต่อเนื่อง เริ่มจากการตั้งค่าเครื่องมือ Privacy ทั้งสามส่วนใน Settings ให้ตรงกับธุรกิจจริง ตามด้วยการตรวจสอบ Site Health เป็นรอบประจำ แล้วจึงเก็บหลักฐานการตั้งค่าและผลตรวจแต่ละครั้งไว้เป็นระบบ สำหรับร้านที่ต้องการขั้นตอนละเอียดแบบทำตามได้ทีละจุด บทความแนวทางปฏิบัติของคลัสเตอร์นี้ อธิบายลำดับการตั้งค่าไว้ครบถ้วน ส่วนร้านที่ต้องการรายการตรวจก่อนเปิดใช้งานฟีเจอร์ใหม่หรือก่อนแคมเปญใหญ่ ควรใช้เช็กลิสต์เฉพาะของคลัสเตอร์นี้ประกอบการตรวจสอบ เพราะการอ่านคู่มือภาพรวมอย่างเดียวมักไม่พอสำหรับการลงมือปฏิบัติจริงในทีมที่มีคนหลายตำแหน่งเกี่ยวข้อง ทีมงานยังสามารถดูภาพรวมของหมวดปลั๊กอินและระบบทั้งหมดได้ที่ศูนย์ความรู้ Platforms & Integrations เพื่อเทียบกับหัวข้ออื่นที่เกี่ยวข้อง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อร้านค้าออนไลน์ทำ WordPress PDPA

  • มองว่าเรื่อง PDPA เป็นหน้าที่ของปลั๊กอินร้านค้าเพียงอย่างเดียว แล้วไม่เคยเข้าไปตั้งค่า Settings Privacy ของ core เลย
  • เขียนนโยบายความเป็นส่วนตัวจากเทมเพลตที่ดาวน์โหลดมา โดยไม่แก้ไขให้ตรงกับปลั๊กอินและคุกกี้ที่ร้านใช้งานจริง
  • ลืมตรวจสอบว่าระบบความเห็นและ Akismet เก็บและส่งข้อมูลอะไรออกไปบ้าง
  • ตั้งค่า Personal Data Erasure ให้ลบข้อมูลทันทีโดยไม่เผื่อกรณีที่ต้องเก็บข้อมูลออเดอร์ตามกฎหมายบัญชี
  • ไม่เคยเปิด Site Health ดูเลยตั้งแต่ติดตั้งเว็บครั้งแรก ทำให้พลาดการแจ้งเตือนที่สะสมมานาน

บทสรุป

ร้านค้าออนไลน์บน WordPress มีจุดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลมากกว่าที่คิดไว้ ทั้งจากปลั๊กอินร้านค้าและจาก WordPress core เอง การจัดการ PDPA ที่ครบถ้วนต้องดูแลทั้งสองชั้นไปพร้อมกัน โดยเริ่มจากการตั้งค่าเครื่องมือ Privacy ในตัว ตรวจ Site Health เป็นประจำ และจัดการข้อมูลความเห็นกับคุกกี้ระบบให้ถูกระบุไว้ในนโยบายอย่างครบถ้วน แนวทางเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทีมเห็นภาพรวมก่อนจะลงรายละเอียดในแต่ละขั้นตอนต่อไป ร้านที่วางระบบตรวจสอบต่อเนื่องตั้งแต่ต้น มักพบว่าเวลาที่ต้องใช้ในการตอบคำถามจากลูกค้าเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล หรือเวลาที่ต้องใช้เมื่อทีมกฎหมายขอดูหลักฐานการตั้งค่า ลดลงกว่าร้านที่ไม่เคยจัดระบบเอกสารไว้เลย เพราะข้อมูลที่ต้องใช้ถูกจัดเก็บไว้เป็นที่เป็นทางแล้วตั้งแต่ต้น ไม่ต้องมานั่งไล่หาย้อนหลังทีละจุดเมื่อถึงเวลาจำเป็นจริง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

เนื้อหานี้อ้างอิงจาก WordPress Developer Resources หมวด Privacy ซึ่งเป็นเอกสารทางการที่อธิบายเครื่องมือ Privacy ของ WordPress core สำหรับทีมพัฒนาและผู้ดูแลเว็บ ควรกลับไปตรวจสอบเอกสารต้นทางเป็นระยะเพราะฟีเจอร์อาจมีการปรับปรุงในแต่ละเวอร์ชันหลัก นอกจากเอกสารทางการของ WordPress ทีมงานที่ดูแลร้านค้าออนไลน์ยังควรติดตามบันทึกการอัปเดตของปลั๊กอินอีคอมเมิร์ซและปลั๊กอินการตลาดที่ใช้อยู่คู่ขนานกันไปด้วย เพราะการเปลี่ยนแปลงเวอร์ชันของปลั๊กอินเหล่านั้นอาจกระทบวิธีที่ข้อมูลลูกค้าถูกเก็บหรือส่งต่อ โดยไม่ได้ปรากฏอยู่ในเอกสารของ WordPress core เลย

คำถามที่พบบ่อย

ร้านค้าออนไลน์บน WordPress ที่ไม่ได้ใช้ WooCommerce ยังต้องสนใจ WordPress PDPA ไหม

ต้องสนใจ เพราะ WordPress core เก็บข้อมูลผู้ใช้ ความเห็น และคุกกี้ระบบอยู่แล้วโดยไม่เกี่ยวกับปลั๊กอินร้านค้าที่ใช้

Privacy Policy Guide ของ WordPress เขียนนโยบายให้เสร็จเลยหรือไม่

ไม่ เครื่องมือนี้เป็นเพียงโครงหัวข้อตามปลั๊กอินที่ติดตั้ง ทีมงานยังต้องเขียนเนื้อหาจริงให้ตรงกับสิ่งที่ร้านทำ

ต้องลบข้อมูลออเดอร์ลูกค้าทันทีเมื่อมีคำขอใช้สิทธิลบหรือไม่

ต้องพิจารณาข้อผูกพันด้านบัญชีและภาษีที่อาจกำหนดให้เก็บข้อมูลบางส่วนไว้ระยะหนึ่งก่อน ไม่ใช่ลบทันทีทุกกรณี

คุกกี้ระบบของ WordPress อย่าง wp-settings ต้องขอความยินยอมเหมือนคุกกี้การตลาดหรือไม่

โดยทั่วไปเป็นคุกกี้ที่จำเป็นต่อการทำงานของระบบและมักไม่ต้องขอความยินยอมแบบคุกกี้การตลาด แต่ยังต้องระบุไว้ในนโยบายคุกกี้ให้ผู้ใช้ทราบ

Site Health ช่วยเรื่อง Privacy ของร้านค้าออนไลน์ได้อย่างไร

ช่วยแจ้งเตือนสถานะที่เกี่ยวกับ Privacy เช่น การตั้งค่านโยบายที่ยังไม่ครบ หรือการเปิดสิทธิ์ REST API กว้างเกินจำเป็น ทำให้ทีมเห็นจุดที่ต้องแก้ไขก่อนเกิดปัญหา

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรือ Data Protection Officer ของหน่วยงานท่านก่อนนำไปปฏิบัติจริง

พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณหรือยัง?

ทดลองใช้งาน trusty ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เริ่มสแกนได้ทันที