trusty — Website Trust Platform
Platforms & Integrations

WordPress PDPA คืออะไร? คู่มือสำหรับธุรกิจ SaaS สตาร์ทอัพ และบริษัทเทคโนโลยี

บล็อกการตลาดบน WordPress ของบริษัท SaaS ก็เก็บข้อมูลส่วนบุคคลผ่านเครื่องมือ Privacy Tools ในตัว แม้ไม่มีปลั๊กอินใดติดตั้งเลย บทความนี้อธิบายกลไกเหล่านั้นทีละส่วน

📅 เผยแพร่ 27 กรกฎาคม 2569อัปเดตล่าสุด 27 กรกฎาคม 2569✍️ เขียนโดย trusty Editorial Team⏱ อ่าน 10 นาที
Two professionals collaborating on software development in a modern indoor setting.
ภาพโดย Mikhail Nilov จาก Pexels

💬 สรุปสั้น ๆ

WordPress PDPA ในบริบทนี้หมายถึงการใช้เครื่องมือความเป็นส่วนตัวที่มากับ WordPress core เอง เช่น ตัวสร้างนโยบายความเป็นส่วนตัว เครื่องมือส่งออกและลบข้อมูลส่วนบุคคล การตรวจสุขภาพเว็บผ่าน Site Health และการจัดการข้อมูลคอมเมนต์ ทั้งหมดนี้ทำงานอยู่แล้วแม้เว็บจะเป็นเพียงบล็อกการตลาดของบริษัท SaaS ที่ไม่มีร้านค้าออนไลน์ ทีม Product, Engineering และ Growth จึงต้องรู้ว่าเครื่องมือแต่ละตัวเก็บอะไรและตอบคำขอสิทธิ์ของเจ้าของข้อมูลได้อย่างไร โดยไม่มีเครื่องมือใดที่ทำให้เว็บไซต์ถูกต้องตามกฎหมายโดยอัตโนมัติเพียงเพราะติดตั้งไว้

วันจันทร์เช้า ทีม Growth ของบริษัท SaaS แห่งหนึ่งเปิดกล่องอีเมลแล้วเจอข้อความจากผู้ใช้คนหนึ่งที่เคยดาวน์โหลด whitepaper จากบล็อกบริษัท ข้อความสั้น ๆ ระบุว่าต้องการให้ลบข้อมูลส่วนบุคคลของตนออกจากระบบทั้งหมด ทีม Engineering ตอบได้ทันทีสำหรับฐานข้อมูลแอปหลัก แต่ไม่มีใครรู้ว่าบล็อกการตลาดที่รันบน WordPress แยกต่างหากนั้นเก็บชื่อ อีเมล และคอมเมนต์ของผู้ใช้รายนี้ไว้ที่ไหนบ้าง และจะลบออกอย่างไรโดยไม่ต้องไล่เขียน query เข้าฐานข้อมูลเอง สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยกับบริษัทเทคโนโลยีที่มองว่า WordPress เป็นแค่เว็บบล็อกข้างเคียง ทั้งที่ตัวมันเองมีชุดเครื่องมือด้านความเป็นส่วนตัวติดตั้งมาให้ในแกนหลักของระบบ โดยไม่ต้องพึ่งปลั๊กอินเสริมใด ๆ เลย

WordPress PDPA สำหรับ SaaS หมายถึงอะไร

เมื่อพูดถึง WordPress PDPA ในบริบทของบริษัท SaaS สิ่งที่ต้องแยกให้ชัดคือนี่ไม่ใช่เรื่องข้อมูลลูกค้าที่ซื้อสินค้าในร้านค้าออนไลน์แบบ WooCommerce แต่เป็นเรื่องของ WordPress core เอง นั่นคือระบบจัดการเนื้อหาที่ทีม Growth ส่วนใหญ่ใช้ทำบล็อก หน้า Landing Page หรือเว็บไซต์บริษัทคู่ขนานไปกับตัวแอป SaaS หลัก ตั้งแต่เวอร์ชัน 4.9.6 เป็นต้นมา WordPress ได้เพิ่มชุดเมนู Privacy Tools เข้ามาในหน้า Settings ซึ่งรวมตัวช่วยสร้างหน้านโยบายความเป็นส่วนตัว เครื่องมือส่งออกข้อมูลส่วนบุคคลตามคำขอ และเครื่องมือลบข้อมูลส่วนบุคคลแบบมีขั้นตอนยืนยันทางอีเมล คนที่ทำงานสาย Product หรือ Privacy ในบริษัท SaaS จึงควรรู้ว่าเว็บบล็อกที่ทีม Marketing ดูแลอยู่ ไม่ได้ว่างเปล่าจากภาระด้านข้อมูลส่วนบุคคลเพียงเพราะไม่มีระบบสมัครสมาชิกหรือระบบชำระเงินติดตั้งอยู่

ตัวสร้างหน้านโยบายความเป็นส่วนตัวในตัว WordPress

เมนู Settings → Privacy จะพาไปสร้างหรือเลือกหน้าที่มีอยู่แล้วให้เป็น Privacy Policy Page อย่างเป็นทางการของเว็บไซต์ เมื่อกดปุ่มสร้างแม่แบบ ระบบจะดึงเนื้อหาตัวอย่างจากปลั๊กอินและธีมที่ติดตั้งอยู่ทั้งหมดมาต่อกันเป็นโครงร่าง พร้อมคำแนะนำในวงเล็บสีเทาบอกว่าแต่ละส่วนควรกรอกอะไรเพิ่ม เช่น ชื่อผู้ควบคุมข้อมูล ระยะเวลาการเก็บ และช่องทางติดต่อ สิ่งที่ทีมมักเข้าใจผิดคือคิดว่าการกดปุ่มสร้างแม่แบบเพียงอย่างเดียวทำให้หน้านโยบายสมบูรณ์แล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริงเนื้อหาที่ได้เป็นเพียงโครงร่างเริ่มต้น ทีม Privacy ต้องเข้าไปแก้ไขให้ตรงกับพฤติกรรมจริงของเว็บไซต์ เช่น ถ้าใช้ Google Analytics หรือ HubSpot ฝังโค้ดติดตามอยู่ ต้องระบุไว้ในหน้านี้ด้วยตัวเอง เพราะระบบสร้างแม่แบบดึงได้เฉพาะสิ่งที่ปลั๊กอินประกาศตัวไว้ในโค้ดของมันเท่านั้น

เครื่องมือส่งออกข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Export)

ในหน้า Tools → Export Personal Data ผู้ดูแลระบบสามารถกรอกอีเมลหรือชื่อผู้ใช้ของเจ้าของข้อมูลแล้วส่งคำขอ ระบบจะรวบรวมข้อมูลที่ WordPress core และปลั๊กอินที่รองรับมาตรฐานนี้ประกาศไว้ เช่น ความคิดเห็นที่เคยโพสต์ ข้อมูลบัญชีผู้ใช้ (ถ้ามี) และเมทาดาต้าที่เกี่ยวข้อง จากนั้นสร้างไฟล์ zip ให้ดาวน์โหลดหรือส่งลิงก์ทางอีเมลได้โดยตรง ข้อดีของกลไกนี้คือทำงานผ่านหน้าจอผู้ดูแลระบบทั่วไป ไม่ต้องเข้าฐานข้อมูลเอง แต่ข้อจำกัดที่ทีม SaaS ต้องรู้คือเครื่องมือนี้ส่งออกได้เฉพาะข้อมูลที่อยู่ในระบบ WordPress เท่านั้น หากผู้ใช้คนเดียวกันมีข้อมูลอยู่ในระบบ CRM หรือฐานข้อมูลแอปหลักด้วย ต้องมีกระบวนการแยกต่างหากไปดึงจากระบบเหล่านั้นมารวมกันก่อนส่งให้เจ้าของข้อมูล

เครื่องมือลบข้อมูลส่วนบุคคล (Erasure Request)

คู่กันกับเครื่องมือส่งออกคือหน้า Tools → Erase Personal Data ซึ่งเปิดให้ส่งคำขอลบข้อมูลไปยังอีเมลของเจ้าของข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตนก่อนดำเนินการจริง เมื่อยืนยันแล้ว ระบบจะลบหรือปกปิดข้อมูลบางส่วน เช่น เปลี่ยนชื่อผู้แสดงความเห็นเป็น Anonymous และล้างอีเมลกับ IP ที่บันทึกไว้ แต่ไม่ได้ลบตัวเนื้อหาความเห็นทั้งหมดออกจากเว็บ เพราะเนื้อหาความเห็นถือเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาสาธารณะที่อาจเชื่อมโยงกับความเห็นอื่น การลบแบบเต็มรูปแบบเฉพาะเนื้อหาจึงต้องให้ผู้ดูแลระบบตัดสินใจเพิ่มเติมเป็นรายกรณี ทีม Support ของบริษัท SaaS ควรมีสคริปต์ภายในที่บันทึกว่าคำขอแต่ละรายการถูกส่ง ยืนยัน และดำเนินการเมื่อใด เพื่อใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงในภายหลัง

Site Health และการตรวจสอบด้านความเป็นส่วนตัว

เมนู Tools → Site Health มีแท็บ Info ที่แสดงสถานะรวมถึงหัวข้อที่เกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวบางส่วน เช่น การเชื่อมต่อ HTTPS และปลั๊กอินที่ยังไม่อัปเดต ซึ่งส่งผลทางอ้อมต่อความปลอดภัยของข้อมูลที่เก็บไว้ ทีม Engineering ควรตรวจ Site Health เป็นประจำ ไม่ใช่แค่ตอนติดตั้งเว็บครั้งแรก เพราะปลั๊กอินหรือธีมที่ไม่อัปเดตเป็นเวลานานคือช่องโหว่อันดับต้น ๆ ที่ทำให้ข้อมูลผู้ใช้รั่วไหลออกไปโดยไม่ตั้งใจ การตั้งปฏิทินตรวจ Site Health ทุกไตรมาสควบคู่กับการตรวจปลั๊กอินที่ใช้งานจริงจะช่วยลดความเสี่ยงสะสมได้ดีกว่าการรอให้มีปัญหาก่อนแล้วค่อยแก้

ข้อมูลคอมเมนต์และการแชร์ข้อมูลผ่านระบบกันสแปม

ทุกครั้งที่มีคนแสดงความเห็นใต้บทความในบล็อกบริษัท WordPress จะบันทึกชื่อ อีเมล เว็บไซต์ (ถ้ากรอก) และ IP Address ของผู้แสดงความเห็นไว้ในฐานข้อมูล หากเว็บใช้ระบบกันสแปมประเภท Akismet ข้อมูลบางส่วนของความเห็นนั้นจะถูกส่งออกไปตรวจสอบกับเซิร์ฟเวอร์ภายนอกด้วย ทีม Privacy ของบริษัท SaaS มักมองข้ามจุดนี้เพราะคิดว่าคอมเมนต์เป็นเรื่องเล็กเมื่อเทียบกับข้อมูลลูกค้าในแอปหลัก แต่ในทางปฏิบัติ IP Address และอีเมลของผู้แสดงความเห็นก็นับเป็นข้อมูลส่วนบุคคลเช่นกัน การเปิดเผยไว้ในหน้านโยบายความเป็นส่วนตัวว่าเว็บไซต์ใช้ระบบกันสแปมแบบใดและมีการส่งข้อมูลออกไปยังบุคคลที่สามหรือไม่ จึงเป็นรายละเอียดที่ไม่ควรข้ามไป

Cookies หลักที่ WordPress core สร้างขึ้นเอง

แม้ไม่ได้ติดตั้งปลั๊กอินคุกกี้ใด ๆ เลย WordPress core ก็สร้างคุกกี้บางตัวขึ้นมาโดยอัตโนมัติเมื่อมีคนล็อกอินเข้าระบบหลังบ้าน เช่น คุกกี้สำหรับยืนยันเซสชันการล็อกอิน และคุกกี้ประเภท wp-settings ที่จำการตั้งค่าหน้าจอผู้ดูแลระบบ เช่น การซ่อน/แสดงแถบเครื่องมือ คุกกี้กลุ่มนี้จัดอยู่ในประเภทที่จำเป็นต่อการทำงานของระบบหลังบ้าน ไม่ได้ใช้เพื่อติดตามพฤติกรรมผู้เข้าชมทั่วไป แต่ทีมที่ทำ Privacy Policy หรือ Cookie Banner ควรระบุให้ครบว่าเว็บไซต์มีคุกกี้กลุ่มนี้อยู่จริง เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างระหว่างสิ่งที่ประกาศไว้ในนโยบายกับสิ่งที่เบราว์เซอร์ของผู้ใช้ได้รับจริง โดยเฉพาะเมื่อมีการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบภายนอกหรือมีเครื่องมือสแกนคุกกี้อัตโนมัติมาเทียบผล

พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณหรือยัง?

ทดลองใช้งาน trusty ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เริ่มสแกนได้ทันที

ทดลองใช้งานระบบฟรี

ทำไมเว็บไซต์ที่ไม่มีปลั๊กอินก็ยังต้องดูแลเรื่องนี้

บริษัท SaaS จำนวนมากตั้งเว็บบล็อกหรือหน้า Landing Page แยกจากระบบแอปหลักโดยใช้ WordPress เวอร์ชันเปล่า ๆ เพื่อความเร็วในการทำ Content Marketing โดยไม่ได้ตั้งใจติดตั้งปลั๊กอินเก็บข้อมูลใด ๆ เพิ่มเติม แต่ตราบใดที่เว็บนั้นมีแบบฟอร์มสมัครรับข่าวสาร มีช่องคอมเมนต์เปิดใช้งาน หรือมีผู้ใช้ล็อกอินเข้าไปเขียนบทความ เว็บนั้นก็เก็บข้อมูลส่วนบุคคลผ่านกลไก core อยู่ดี ทีม Growth ที่รับผิดชอบเว็บนี้จึงควรถือว่าบล็อกบริษัทเป็นระบบหนึ่งที่ต้องมีเจ้าของและมีรอบตรวจสอบ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นพื้นที่ที่ไม่มีใครดูแลเพราะคิดว่าความเสี่ยงอยู่แค่ในแอป SaaS หลักเท่านั้น

ขั้นตอนตั้งต้นสำหรับทีม Product, Engineering และ Privacy

จุดเริ่มต้นที่ทำได้จริงคือให้ทีม Engineering เข้าไปเปิดเมนู Settings → Privacy แล้วตรวจว่าหน้านโยบายความเป็นส่วนตัวถูกกำหนดไว้แล้วหรือยัง จากนั้นให้ทีม Privacy อ่านเนื้อหาที่มีอยู่เทียบกับเครื่องมือติดตามจริงที่ฝังอยู่ในเว็บ พร้อมทดสอบเครื่องมือ Export และ Erasure ด้วยบัญชีทดสอบสักครั้งเพื่อให้เข้าใจขั้นตอนก่อนมีคำขอจริงเข้ามา ขั้นถัดไปคือกำหนดผู้รับผิดชอบตอบคำขอสิทธิ์ของเจ้าของข้อมูลที่เกี่ยวกับเว็บบล็อกนี้โดยเฉพาะ แยกจากทีมที่ดูแลคำขอของแอปหลัก และสุดท้ายควรตั้งรอบตรวจ Site Health และรายการปลั๊กอินทุกไตรมาส พร้อมบันทึกผลไว้เป็นหลักฐานว่ามีการตรวจจริง ไม่ใช่แค่ตั้งค่าไว้ตอนเริ่มต้นแล้วปล่อยผ่าน

ตัวอย่างการนำไปใช้จริงในทีม SaaS ขนาดกลาง

บริษัท SaaS ด้าน HR Tech รายหนึ่งมีบล็อกความรู้ด้านกฎหมายแรงงานที่ดึงทราฟฟิกได้หลักหมื่นต่อเดือน เมื่อทีม Privacy เข้าไปสำรวจเมนู Settings → Privacy พบว่าไม่มีใครกำหนดหน้านโยบายความเป็นส่วนตัวไว้เลยตั้งแต่ตั้งเว็บ ทั้งที่มีแบบฟอร์มดาวน์โหลดคู่มือฝังอยู่ทุกบทความ ทีมจึงใช้เวลาสองสัปดาห์ทำสามอย่างพร้อมกัน คือกำหนดหน้านโยบายอย่างเป็นทางการ ทดสอบเครื่องมือ Export ด้วยอีเมลของพนักงานเอง และตรวจสอบว่าปลั๊กอินฟอร์มที่ใช้อยู่รองรับมาตรฐาน Export/Erase ของ WordPress หรือไม่ ผลที่ได้คือทีม Support สามารถตอบคำขอลบข้อมูลของผู้อ่านคนหนึ่งได้ภายในสามวันทำการแทนที่จะต้องประสานงานข้ามทีมนานกว่าหนึ่งสัปดาห์แบบเดิม อีกกรณีหนึ่งคือบริษัท SaaS ด้าน Fintech ที่พบว่าปลั๊กอินฟอร์มเก่าที่ใช้มาสามปีไม่เคยอัปเดตเลย และไม่รองรับมาตรฐาน Export ของ WordPress core ทำให้ทีมต้องเปลี่ยนไปใช้ปลั๊กอินฟอร์มตัวใหม่ที่ประกาศรองรับมาตรฐานนี้ไว้ชัดเจน เพื่อให้ข้อมูลของผู้กรอกฟอร์มถูกรวมเข้าไปในผลลัพธ์ของเครื่องมือ Export ได้ครบถ้วนกว่าเดิม

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของทีม SaaS เมื่อดูแล WordPress PDPA

ข้อผิดพลาดแรกคือคิดว่าเว็บบล็อกบริษัทไม่ใช่ความเสี่ยงเพราะไม่มีระบบชำระเงิน ทั้งที่คอมเมนต์และแบบฟอร์มสมัครรับข่าวสารก็เก็บข้อมูลส่วนบุคคลอยู่ดี ข้อผิดพลาดที่สองคือกดปุ่มสร้างแม่แบบนโยบายความเป็นส่วนตัวแล้วปล่อยเนื้อหาไว้แบบนั้นโดยไม่แก้ไขให้ตรงกับเครื่องมือติดตามจริงที่ใช้งานอยู่ ข้อผิดพลาดที่สามคือไม่เคยทดสอบเครื่องมือ Export หรือ Erasure มาก่อนเลย จนเมื่อมีคำขอจริงเข้ามาต้องเสียเวลาหาวิธีใช้งานกลางอากาศ ข้อผิดพลาดที่สี่คือมองข้ามคุกกี้ประเภท wp-settings และคุกกี้ล็อกอิน คิดว่าคุกกี้ที่ต้องประกาศมีแค่ตัวที่มาจากปลั๊กอินการตลาดเท่านั้น และข้อผิดพลาดสุดท้ายคือไม่มีใครเป็นเจ้าของเรื่องนี้ชัดเจน ปล่อยให้ลอยอยู่ระหว่างทีม Marketing กับทีม Engineering จนไม่มีใครตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง

เมื่อทีมมีทั้งบล็อกและแอปหลัก ควรเชื่อมข้อมูลกันอย่างไร

ความท้าทายเฉพาะของบริษัท SaaS คือมักมีระบบสองชั้นที่แยกกันชัดเจน คือแอปหลักที่ลูกค้าล็อกอินเข้าใช้งานจริง กับเว็บบล็อกหรือหน้า Landing Page ที่ทำหน้าที่การตลาด เมื่อเจ้าของข้อมูลคนหนึ่งส่งคำขอสิทธิ์เข้ามา ทีมจึงต้องรู้ว่าคำขอนั้นครอบคลุมระบบใดบ้าง วิธีที่ทีมหลายแห่งใช้ได้ผลคือทำตารางเก็บบันทึกภายในว่าอีเมลของผู้ร้องขอปรากฏอยู่ในระบบใดบ้าง เช่น ระบบแอปหลัก ระบบอีเมลการตลาด และฐานข้อมูล WordPress ของบล็อก แล้วจึงรวมผลลัพธ์จากเครื่องมือ Export ของ WordPress เข้ากับข้อมูลจากระบบอื่นก่อนส่งคำตอบให้เจ้าของข้อมูลในคราวเดียว วิธีนี้ช่วยลดโอกาสที่ทีมจะตอบเฉพาะฝั่งแอปหลักแล้วลืมว่ายังมีข้อมูลหลงเหลืออยู่ในบล็อกบริษัทซึ่งเป็นระบบที่หลายทีมความปลอดภัยมักไม่ได้รวมไว้ในขอบเขตการตรวจสอบหลัก

สรุป

WordPress PDPA สำหรับบริษัท SaaS ไม่ใช่เรื่องของร้านค้าออนไลน์หรือระบบชำระเงิน แต่เป็นเรื่องของกลไก core ที่มากับ WordPress เอง ตั้งแต่ตัวสร้างนโยบายความเป็นส่วนตัว เครื่องมือส่งออกและลบข้อมูล การตรวจสุขภาพเว็บ ไปจนถึงข้อมูลคอมเมนต์และคุกกี้พื้นฐาน ทีม Product, Engineering, Growth และ Privacy ควรมองบล็อกบริษัทเป็นระบบที่มีภาระด้านข้อมูลส่วนบุคคลของตัวเอง แยกจากแอป SaaS หลัก และมีรอบตรวจสอบของตัวเองเช่นกัน การรู้ว่าเครื่องมือแต่ละตัวทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้ คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทีมตอบคำขอสิทธิ์ของเจ้าของข้อมูลได้เร็วขึ้นเมื่อมีอีเมลแบบในตอนต้นบทความเข้ามาจริง หากต้องการตรวจสอบเชิงลึกเพิ่มเติม ทีมสามารถอ่าน เช็กลิสต์ WordPress PDPA สำหรับ SaaS และ แนวทาง Audit WordPress PDPA สำหรับ SaaS เพิ่มเติมได้ รวมถึงสำรวจหัวข้ออื่นในกลุ่ม Platforms & Integrations ผ่าน ศูนย์รวมความรู้ Platforms & Integrations

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

เนื้อหาในบทความนี้อ้างอิงจากเอกสาร WordPress Developer Resources หมวด Privacy ซึ่งอธิบายกลไก Privacy Tools, Personal Data Export และ Personal Data Erasure ที่มากับ WordPress core โดยตรง ทีมที่ต้องการรายละเอียดทางเทคนิคเพิ่มเติมควรตรวจสอบเอกสารต้นฉบับควบคู่กับเวอร์ชัน WordPress ที่ใช้งานจริง เพราะรายละเอียดบางส่วนอาจเปลี่ยนแปลงไปตามรอบอัปเดตของ WordPress core เอง

คำถามที่พบบ่อย

WordPress PDPA ต่างจาก WooCommerce Privacy อย่างไร

WordPress PDPA ในความหมายนี้พูดถึงกลไก core ของ WordPress เอง เช่น เครื่องมือ Export/Erase และหน้านโยบายความเป็นส่วนตัว ซึ่งใช้ได้แม้เว็บไม่มีร้านค้า ส่วน WooCommerce Privacy พูดถึงข้อมูลคำสั่งซื้อและลูกค้าของร้านค้าออนไลน์โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นคนละชั้นข้อมูลกัน

บล็อกบริษัทที่ไม่มีปลั๊กอินเลยต้องทำอะไรบ้าง

อย่างน้อยควรตรวจว่าหน้านโยบายความเป็นส่วนตัวถูกกำหนดไว้ในเมนู Settings → Privacy ทดสอบเครื่องมือ Export และ Erase ให้ทำงานได้จริง และตรวจสอบว่าคอมเมนต์กับคุกกี้ล็อกอินถูกระบุไว้ในนโยบายอย่างครบถ้วน

เครื่องมือลบข้อมูลของ WordPress ลบคอมเมนต์ทิ้งทั้งหมดหรือไม่

โดยทั่วไปเครื่องมือจะปกปิดชื่อ อีเมล และ IP ของผู้แสดงความเห็น มากกว่าลบเนื้อหาความเห็นทั้งหมดออกจากเว็บ เพราะเนื้อหาความเห็นอาจเชื่อมโยงกับบทสนทนาอื่น ผู้ดูแลระบบต้องตัดสินใจเพิ่มเติมเป็นรายกรณีหากต้องการลบเนื้อหาแบบเต็มรูปแบบ

ต้องอัปเดต WordPress ให้ล่าสุดตลอดเวลาเพื่อให้ Privacy Tools ทำงานหรือไม่

Privacy Tools มีมาตั้งแต่เวอร์ชัน 4.9.6 เป็นต้นไป แต่การอัปเดตเวอร์ชันให้ทันสมัยยังช่วยลดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของข้อมูลที่เก็บไว้ และทำให้ Site Health รายงานผลได้แม่นยำขึ้น

ทีมไหนควรเป็นเจ้าของเรื่อง WordPress PDPA ในบริษัท SaaS

ควรมีทั้งทีม Engineering ดูแลด้านเทคนิคของเครื่องมือ และทีม Privacy หรือ Growth ที่ดูแลเนื้อหานโยบายและตอบคำขอสิทธิ์ของเจ้าของข้อมูล โดยกำหนดผู้รับผิดชอบให้ชัดเจนแยกจากทีมที่ดูแลแอป SaaS หลัก

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรือ Data Protection Officer ของหน่วยงานท่านก่อนนำไปปฏิบัติจริง

พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณหรือยัง?

ทดลองใช้งาน trusty ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เริ่มสแกนได้ทันที