PDPA สำหรับเว็บไซต์ คืออะไร? คู่มือสำหรับคลินิก โรงพยาบาล และธุรกิจสุขภาพ
PDPA สำหรับเว็บไซต์ที่ให้บริการคลินิก โรงพยาบาล และธุรกิจสุขภาพ ต้องรู้อะไรบ้าง ตั้งแต่ข้อมูลที่เก็บผ่านเว็บไซต์ ฐานทางกฎหมาย ไปจนถึงขั้นตอนตรวจสอบเบื้องต้น

💬 สรุปสั้น ๆ
เว็บไซต์คลินิกและโรงพยาบาลเก็บข้อมูลสุขภาพซึ่งเป็นข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 ตั้งแต่ฟอร์มจองคิวและคัดกรองอาการ ไปจนถึงแชทให้คำปรึกษาเบื้องต้นผ่าน Line OA จึงต้องขอความยินยอมแบบเฉพาะเจาะจงและดูแลระยะเวลาการเก็บเวชระเบียนให้สอดคล้องกับกฎหมายอื่นด้วย บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะกรณี
สารบัญ
คนไข้คนหนึ่งเปิดเว็บไซต์คลินิกตอนดึก กรอกฟอร์มจองคิวพร้อมพิมพ์อาการที่กังวลลงในช่องหมายเหตุ แล้วส่งข้อความต่อผ่าน Line OA ของคลินิกเพื่อถามว่าต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนเข้าพบแพทย์ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนที่คนไข้จะก้าวเข้าคลินิกด้วยซ้ำ และทุกขั้นตอนล้วนเก็บข้อมูลสุขภาพซึ่งเป็นข้อมูลอ่อนไหวตามกฎหมาย ไม่ใช่ข้อมูลทั่วไปแบบที่เว็บไซต์ธุรกิจอื่นเก็บ
บทความนี้โฟกัสที่เว็บไซต์คลินิก โรงพยาบาล และธุรกิจสุขภาพโดยเฉพาะ ตั้งแต่เหตุผลที่ข้อมูลสุขภาพต้องดูแลเข้มกว่าข้อมูลทั่วไป ระบบจองคิวและฟอร์มคัดกรองอาการ ความเสี่ยงของแชทให้คำปรึกษาผ่าน Line OA เว็บไซต์รีวิวหมอและการรีมาร์เก็ตติ้ง ไปจนถึงระยะเวลาการเก็บเวชระเบียนออนไลน์
บทความนี้เขียนขึ้นเฉพาะสำหรับธุรกิจสุขภาพ คลินิก และโรงพยาบาล ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะกรณี ควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายของธุรกิจประกอบการตัดสินใจ
ทำไมข้อมูลสุขภาพบนเว็บไซต์คลินิก/รพ. ต้องดูแลเข้มกว่าข้อมูลทั่วไป
ทำไมข้อมูลสุขภาพบนเว็บไซต์คลินิก/รพ. ต้องดูแลเข้มกว่าข้อมูลทั่วไป มาจากการที่ PDPA จัดข้อมูลสุขภาพไว้ในหมวดข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 ร่วมกับข้อมูลเชื้อชาติ ศาสนา และความเห็นทางการเมือง ซึ่งมีเงื่อนไขการเก็บและใช้ที่เข้มกว่าข้อมูลทั่วไปอย่างชัดเจน
สำหรับเว็บไซต์ธุรกิจสุขภาพ ความอ่อนไหวนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เวชระเบียนในระบบโรงพยาบาลเท่านั้น แต่รวมถึงข้อมูลทุกจุดที่คนไข้กรอกผ่านหน้าเว็บ ตั้งแต่อาการที่พิมพ์ในฟอร์มจองคิว คำถามที่ส่งผ่านแชท ไปจนถึงผลการค้นหาแพ็กเกจตรวจสุขภาพเฉพาะโรคบนเว็บไซต์ ทีมการตลาดและทีมพัฒนาเว็บไซต์ของธุรกิจสุขภาพจึงต้องเข้าใจว่าข้อมูลเหล่านี้ต้องขอความยินยอมแบบเฉพาะเจาะจง แยกออกจากความยินยอมทั่วไปที่ใช้กับข้อมูลติดต่อพื้นฐาน
ระบบจองคิวออนไลน์และฟอร์มคัดกรองอาการ เก็บอะไรบ้างและต้องขอความยินยอมแบบไหน
ระบบจองคิวออนไลน์และฟอร์มคัดกรองอาการ เก็บอะไรบ้างและต้องขอความยินยอมแบบไหน เป็นจุดแรกที่ธุรกิจสุขภาพส่วนใหญ่เก็บข้อมูลจากคนไข้ก่อนเข้าพบแพทย์จริง
| ข้อมูลที่เก็บในฟอร์มจองคิว | ระดับความอ่อนไหว | แนวทางขอความยินยอม |
|---|---|---|
| ชื่อ เบอร์โทร วันที่ต้องการเข้ารับบริการ | ข้อมูลทั่วไป | แจ้งวัตถุประสงค์ ไม่จำเป็นต้องขอแยก |
| อาการหรือเหตุผลที่มาพบแพทย์ | ข้อมูลอ่อนไหว | ต้องขอความยินยอมแยกต่างหากอย่างชัดเจน |
| ประวัติการรักษาหรือยาที่ใช้อยู่ | ข้อมูลอ่อนไหว | ต้องขอความยินยอมแยก และจำกัดผู้เข้าถึง |
เลื่อนซ้าย-ขวาได้บนมือถือ
ในทางปฏิบัติ ฟอร์มจองคิวหลายแห่งมีช่องหมายเหตุให้คนไข้พิมพ์อาการหรือความกังวลใจได้อย่างอิสระ โดยไม่มีข้อความอธิบายว่าข้อมูลนี้จะถูกใช้และเก็บอย่างไร แนวทางที่ควรทำคือเพิ่มข้อความยินยอมเฉพาะจุดใกล้กับช่องกรอกอาการ อธิบายว่าข้อมูลนี้ใช้เพื่อเตรียมความพร้อมของแพทย์ก่อนนัดหมายเท่านั้น และให้คนไข้เลือกยินยอมแยกจากการยืนยันจองคิวทั่วไป
Line OA/แชทให้คำปรึกษาเบื้องต้น กับความเสี่ยงข้อมูลสุขภาพหลุด
Line OA/แชทให้คำปรึกษาเบื้องต้น กับความเสี่ยงข้อมูลสุขภาพหลุดไปอยู่ในระบบที่ไม่ได้ควบคุม เป็นช่องทางที่ธุรกิจสุขภาพจำนวนมากใช้ตอบคำถามคนไข้แบบเรียลไทม์ เพราะสะดวกและคนไข้คุ้นเคยอยู่แล้ว แต่ก็เป็นช่องทางที่ควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงได้ยากกว่าระบบเวชระเบียนหลัก
ความเสี่ยงเกิดขึ้นเมื่อประวัติแชทของ Line OA ถูกเก็บไว้ในบัญชีกลางที่พนักงานต้อนรับ เจ้าหน้าที่การตลาด และบุคลากรทางการแพทย์เข้าถึงได้พร้อมกันโดยไม่มีการแบ่งสิทธิ์ตามบทบาท ทำให้พนักงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาของคนไข้รายนั้นสามารถเห็นอาการหรือคำถามที่คนไข้ส่งเข้ามาได้ แนวทางที่ควรทำคือแบ่งสิทธิ์การเข้าถึงบัญชีแชทตามบทบาทหน้าที่ ให้เฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลเคสนั้นเห็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับอาการ ส่วนพนักงานต้อนรับเห็นเฉพาะข้อมูลสำหรับนัดหมายเท่านั้น และกำหนดระยะเวลาลบประวัติแชทเก่าที่ไม่จำเป็นต้องเก็บต่อ
เว็บไซต์รีวิวหมอ/คลินิกและการรีมาร์เก็ตติ้งหาคนไข้กลุ่มเสี่ยง ทำได้แค่ไหน
เว็บไซต์รีวิวหมอ/คลินิกและการรีมาร์เก็ตติ้งหาคนไข้กลุ่มเสี่ยง ทำได้แค่ไหน เป็นประเด็นที่ทีมการตลาดของธุรกิจสุขภาพต้องระมัดระวังมากกว่าธุรกิจทั่วไป เพราะทั้งสองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลสุขภาพเพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาดโดยตรง
สำหรับรีวิวและเคสก่อนหลังที่คลินิกนำมาเผยแพร่เป็นผลงาน หากมีรายละเอียดอาการ ใบหน้าคนไข้ หรือข้อมูลที่ระบุตัวตนได้ ต้องขอความยินยอมเพิ่มเติมจากคนไข้แยกต่างหากก่อนเผยแพร่ ไม่ใช่ถือว่าคนไข้ยินยอมแล้วเพียงเพราะเคยส่งรูปมาให้ทีมการตลาดดูตัวอย่าง ส่วนการรีมาร์เก็ตติ้งที่อ้างอิงจากพฤติกรรมการค้นหาบนเว็บไซต์ เช่น การยิงโฆษณาแพ็กเกจตรวจมะเร็งให้คนไข้ที่เคยค้นหาคำว่าอาการที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นการใช้ข้อมูลอ่อนไหวเพื่อการตลาดโดยตรงซึ่งควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดอย่างเข้มงวด เพราะอาจสร้างความกังวลใจให้คนไข้โดยไม่ตั้งใจและเสี่ยงต่อการเปิดเผยข้อมูลสุขภาพของคนไข้ให้คนใกล้ตัวที่ใช้อุปกรณ์เดียวกันเห็นด้วย
ระยะเวลาการเก็บเวชระเบียนออนไลน์กับกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
ระยะเวลาการเก็บเวชระเบียนออนไลน์กับกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เป็นประเด็นที่ธุรกิจสุขภาพต้องพิจารณาควบคู่กันสองชั้น เพราะ PDPA กำหนดหลักการเก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์ แต่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถานพยาบาลอาจกำหนดระยะเวลาเก็บเวชระเบียนไว้ต่างจากนั้น ซึ่งบางกรณีอาจนานกว่าหลักการทั่วไปของ PDPA
แนวทางที่ถูกต้องคือใช้ระยะเวลาที่นานกว่าเป็นตัวกำหนดจริงเมื่อข้อมูลชุดเดียวกันอยู่ภายใต้สองกฎหมายพร้อมกัน ไม่ควรลบเวชระเบียนออนไลน์เร็วเกินไปตามหลักการทั่วไปของ PDPA โดยไม่ตรวจสอบข้อกำหนดเฉพาะของกฎหมายด้านสถานพยาบาลก่อน สำหรับข้อมูลอื่นที่ไม่ใช่เวชระเบียนโดยตรง เช่น ข้อมูลการจองคิวหรือประวัติแชทให้คำปรึกษาที่ไม่ได้นำไปใช้ในการวินิจฉัยหรือรักษาจริง สามารถกำหนดระยะเวลาเก็บที่สั้นกว่าตามหลักการทั่วไปได้ สำหรับภาพรวมแนวทาง PDPA ด้านเว็บไซต์ ดูหมวดรวมได้ที่ คลังความรู้ Privacy Fundamentals และแนวทางเรื่องประกาศนโยบายความเป็นส่วนตัว ดูได้ที่ คลังความรู้ Policies & Notices
ถ้าต้องการเริ่มต้นตรวจสอบเว็บไซต์ของคุณเบื้องต้นแบบไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถลองใช้ เครื่องมือตรวจสอบเว็บไซต์ฟรีของ trusty เพื่อดูจุดที่ควรปรับปรุงก่อนได้
พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณหรือยัง?
ทดลองใช้งาน trusty ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เริ่มสแกนได้ทันที
ระบบแจ้งผลตรวจสุขภาพผ่านเว็บไซต์หรือแอป ต้องยืนยันตัวตนอย่างไรก่อนเปิดเผยผล
ระบบแจ้งผลตรวจสุขภาพผ่านเว็บไซต์หรือแอป ต้องยืนยันตัวตนอย่างไรก่อนเปิดเผยผล เป็นฟีเจอร์ที่คลินิกและโรงพยาบาลเพิ่มเข้ามาเพื่อความสะดวกของคนไข้ที่ไม่ต้องเดินทางมารับผลด้วยตนเอง แต่ก็เป็นจุดที่มีความเสี่ยงสูงหากยืนยันตัวตนคนไข้ไม่รัดกุมพอ เพราะผลตรวจสุขภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหวที่หากหลุดไปถึงบุคคลอื่นในครอบครัวหรือคนใกล้ตัวโดยไม่ตั้งใจ อาจสร้างผลกระทบต่อความสัมพันธ์และความเป็นส่วนตัวของคนไข้อย่างมาก
แนวทางที่ปลอดภัยกว่าการส่งลิงก์ผลตรวจทางอีเมลหรือ SMS โดยตรงคือให้คนไข้ล็อกอินเข้าระบบด้วยการยืนยันตัวตนอย่างน้อยสองปัจจัยก่อนเห็นผลตรวจ เช่น รหัสผ่านร่วมกับรหัส OTP ที่ส่งไปยังเบอร์โทรที่ลงทะเบียนไว้ และควรกำหนดให้ลิงก์เข้าดูผลมีอายุการใช้งานจำกัด ไม่เปิดให้เข้าถึงได้ตลอดไปหลังส่งครั้งแรก เพื่อลดความเสี่ยงหากอุปกรณ์ของคนไข้ตกไปอยู่ในมือผู้อื่น
การเชื่อมเว็บไซต์คลินิกกับระบบเบิกจ่ายประกันสุขภาพที่ต้องส่งข้อมูลอาการออกไปนอกองค์กร
การเชื่อมเว็บไซต์คลินิกกับระบบเบิกจ่ายประกันสุขภาพที่ต้องส่งข้อมูลอาการออกไปนอกองค์กร เป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นเมื่อคนไข้เลือกใช้สิทธิ์เบิกตรงกับบริษัทประกันผ่านเว็บไซต์แทนการสำรองจ่ายเอง ระบบต้องส่งรายละเอียดการวินิจฉัยและค่าใช้จ่ายไปให้บริษัทประกันตรวจสอบก่อนอนุมัติ ซึ่งหมายความว่าข้อมูลอาการของคนไข้ถูกส่งออกไปให้องค์กรภายนอกโดยตรง
คลินิกและโรงพยาบาลควรขอความยินยอมจากคนไข้อย่างชัดเจนก่อนส่งข้อมูลอาการไปยังบริษัทประกัน ระบุให้ชัดว่าจะส่งข้อมูลส่วนใดบ้างและส่งให้บริษัทประกันรายใด ไม่ใช่ถือว่าคนไข้ยินยอมโดยอัตโนมัติเพียงเพราะเลือกใช้สิทธิ์เบิกตรง และควรมีสัญญาประมวลผลข้อมูลกับบริษัทประกันแต่ละรายที่เชื่อมระบบด้วย เพื่อจำกัดไม่ให้ข้อมูลอาการที่ส่งไปถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากการพิจารณาอนุมัติค่าใช้จ่ายที่เบิกจริง
การแจ้งเตือนผลตรวจผ่าน Push Notification ของแอปมือถือ
เมื่อคลินิกและโรงพยาบาลมีแอปมือถือของตนเอง การแจ้งเตือนผลตรวจผ่าน Push Notification สะดวกกว่าการรอให้คนไข้เปิดแอปเข้ามาดูเอง แต่ข้อความแจ้งเตือนที่ปรากฏบนหน้าจอล็อกของโทรศัพท์ต้องระวังไม่ให้แสดงรายละเอียดผลตรวจหรือชื่อโรคตรงบนตัวข้อความแจ้งเตือน เพราะคนใกล้ตัวที่เห็นหน้าจอโทรศัพท์ของคนไข้อาจเห็นข้อมูลนั้นไปด้วยโดยไม่ตั้งใจ ข้อความแจ้งเตือนที่เหมาะสมควรระบุเพียงว่ามีผลตรวจใหม่พร้อมให้ดูในแอป แล้วให้คนไข้ยืนยันตัวตนอีกครั้งก่อนเห็นรายละเอียดจริงภายในแอปเท่านั้น
เช็กลิสต์ปฏิบัติ
- ขอความยินยอมแยกต่างหากอย่างชัดเจนก่อนเก็บข้อมูลอาการหรือประวัติสุขภาพในฟอร์มจองคิวออนไลน์
- ตั้งค่า Line OA/แชทให้คำปรึกษาไม่บันทึกประวัติแชทไว้ในระบบที่พนักงานทุกคนเข้าถึงได้โดยไม่จำกัดสิทธิ์
- ปิดบังหรือขอความยินยอมเพิ่มเติมก่อนเผยแพร่รีวิวที่มีรายละเอียดอาการหรือการรักษาของคนไข้
- จำกัดการรีมาร์เก็ตติ้งที่อ้างอิงจากกลุ่มอาการหรือประเภทการรักษาที่คนไข้เคยค้นหา
- กำหนดระยะเวลาเก็บเวชระเบียนออนไลน์ให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถานพยาบาล
- จำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลอาการและประวัติสุขภาพเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับเคสนั้น
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ใช้ฟอร์มจองคิวเดียวกับธุรกิจทั่วไปที่ไม่มีการขอความยินยอมแยกสำหรับข้อมูลอาการที่คนไข้กรอก
- ให้พนักงานต้อนรับทุกคนเข้าถึงประวัติแชทให้คำปรึกษาผ่าน Line OA ของคนไข้ทุกราย
- เผยแพร่รีวิว/เคสก่อนหลังที่มีรายละเอียดอาการหรือใบหน้าคนไข้ชัดเจนโดยไม่ขอความยินยอมเพิ่มเติม
- ยิงโฆษณารีมาร์เก็ตติ้งแพ็กเกจตรวจสุขภาพเฉพาะโรคให้คนไข้ที่เคยค้นหาอาการนั้นบนเว็บไซต์
- ลบเวชระเบียนออนไลน์เร็วเกินไปโดยไม่ตรวจสอบระยะเวลาที่กฎหมายด้านสถานพยาบาลกำหนดไว้ก่อน
สรุป
เว็บไซต์คลินิก โรงพยาบาล และธุรกิจสุขภาพ ต้องดูแลข้อมูลสุขภาพในฐานะข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 ตั้งแต่ฟอร์มจองคิวและคัดกรองอาการ แชทให้คำปรึกษาผ่าน Line OA รีวิวและเคสก่อนหลังที่นำมาเผยแพร่ ไปจนถึงระยะเวลาการเก็บเวชระเบียนออนไลน์ที่ต้องสอดคล้องกับกฎหมายด้านสถานพยาบาล ธุรกิจสุขภาพที่ขอความยินยอมแยกเฉพาะจุดและจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลอาการอย่างเหมาะสมจะดูแลความไว้วางใจของคนไข้ได้ดีกว่าการใช้แนวทางเดียวกับธุรกิจทั่วไป
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมข้อมูลสุขภาพบนเว็บไซต์คลินิก/รพ. ต้องดูแลเข้มกว่าข้อมูลทั่วไป
เพราะข้อมูลสุขภาพเข้าข่ายข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 ของ PDPA ซึ่งกำหนดเงื่อนไขการเก็บและใช้ที่เข้มกว่าข้อมูลทั่วไป การเก็บข้อมูลอาการหรือประวัติการรักษาจึงต้องขอความยินยอมแบบเฉพาะเจาะจง ไม่ใช่ใช้ความยินยอมรวมแบบเดียวกับข้อมูลทั่วไป
ระบบจองคิวออนไลน์และฟอร์มคัดกรองอาการ เก็บอะไรบ้างและต้องขอความยินยอมแบบไหน
ฟอร์มจองคิวมักเก็บชื่อ เบอร์โทร และอาการเบื้องต้นที่คนไข้กรอกก่อนเข้าพบแพทย์ ข้อมูลอาการถือเป็นข้อมูลอ่อนไหวที่ต้องขอความยินยอมแยกต่างหากจากการจองคิวทั่วไป และควรแจ้งวัตถุประสงค์การใช้ข้อมูลนี้ให้ชัดเจน
Line OA/แชทให้คำปรึกษาเบื้องต้น มีความเสี่ยงข้อมูลสุขภาพหลุดอย่างไร
หากประวัติแชทถูกเก็บไว้ในระบบที่พนักงานทุกคนเข้าถึงได้โดยไม่จำกัดสิทธิ์ ข้อมูลอาการของคนไข้อาจถูกพนักงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับเคสนั้นเห็นได้ ควรจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลเคสนั้นจริง
เว็บไซต์รีวิวหมอ/คลินิกและการรีมาร์เก็ตติ้งหาคนไข้กลุ่มเสี่ยง ทำได้แค่ไหน
รีวิวที่มีรายละเอียดอาการหรือการรักษาควรขอความยินยอมเพิ่มเติมจากคนไข้ก่อนเผยแพร่ ส่วนการรีมาร์เก็ตติ้งที่อ้างอิงจากกลุ่มอาการหรือประเภทการรักษาที่คนไข้เคยค้นหาควรจำกัดหรือหลีกเลี่ยง เพราะเป็นการใช้ข้อมูลอ่อนไหวเพื่อการตลาดโดยตรง
ระยะเวลาการเก็บเวชระเบียนออนไลน์กับกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง
ควรกำหนดระยะเวลาเก็บเวชระเบียนออนไลน์ให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถานพยาบาลซึ่งอาจกำหนดระยะเวลาเก็บที่ต่างจากหลักการทั่วไปของ PDPA และควรใช้ระยะเวลาที่นานกว่าเป็นตัวกำหนดจริงเมื่อข้อมูลชุดเดียวกันอยู่ภายใต้สองกฎหมาย
บทความที่เกี่ยวข้อง (Related Articles)
ดูบทความอื่นในหมวด Privacy Fundamentalsรวมคู่มือและเช็กลิสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้ใน Trusty Knowledge Centerอ่านต่อในหัวข้อเดียวกัน

อัปเดต PDPA สำหรับเว็บไซต์ ปี 2026: สิ่งที่คลินิก โรงพยาบาล และธุรกิจสุขภาพต้องทบทวน
เว็บไซต์ที่ผ่านการตรวจ PDPA เมื่อสองปีก่อนอาจไม่สะท้อนแนวปฏิบัติปัจจุบันแล้ว บทความนี้รวมจุดที่คลินิกและโรงพยาบาลควรทบทวนซ้ำในปี 2026 ก่อนความเสี่ยงสะสมโดยไม่รู้ตัว

วิธี Audit PDPA สำหรับเว็บไซต์ ของคลินิก โรงพยาบาล และธุรกิจสุขภาพ พร้อม Evidence ที่ควรเก็บ
ฟอร์มนัดหมายและระบบคัดกรองอาการบนเว็บไซต์คลินิกมักเก็บข้อมูลสุขภาพโดยไม่มีใครเคยตรวจว่าเป็นไปตาม PDPA จริงหรือไม่ บทความนี้วางระบบ Audit สี่เรื่องหลักที่ธุรกิจสุขภาพต้องตรวจเป็นรอบ
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรือ Data Protection Officer ของหน่วยงานท่านก่อนนำไปปฏิบัติจริง
พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณหรือยัง?
ทดลองใช้งาน trusty ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เริ่มสแกนได้ทันที