trusty — Website Trust Platform
Privacy Fundamentals

PDPA สำหรับเว็บไซต์ คืออะไร? คู่มือสำหรับโรงแรม ท่องเที่ยว และบริการจองออนไลน์

ภาพรวม PDPA สำหรับเว็บไซต์โรงแรม ท่องเที่ยว และบริการจองออนไลน์ ตั้งแต่ข้อมูลผู้จอง Booking Engine ไปจนถึงจุดที่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย

📅 เผยแพร่ 12 สิงหาคม 2569อัปเดตล่าสุด 12 สิงหาคม 2569✍️ เขียนโดย trusty Editorial Team⏱ อ่าน 8 นาที
Three professionals engaged in a meeting with documents and charts in a modern office.
ภาพโดย Vitaly Gariev จาก Pexels

💬 สรุปสั้น ๆ

PDPA สำหรับเว็บไซต์ท่องเที่ยวคือแนวทางเก็บ ใช้ และเปิดเผยข้อมูลผู้จองอย่างเหมาะสม ครอบคลุม Privacy Policy ที่ตรงกับ Booking Engine จริง Cookie Banner ที่ควบคุมสคริปต์ได้จริง และการดูแลข้อมูลอ่อนไหวอย่างหนังสือเดินทาง โดยการโอนข้อมูลข้ามพรมแดนควรให้ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายตรวจเพิ่ม

สารบัญ

PDPA สำหรับเว็บไซต์ คืออะไร คือแนวทางที่กำหนดว่าเว็บไซต์ต้องเก็บ ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้อย่างไรจึงจะสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย สำหรับเว็บไซต์โรงแรม บริษัทท่องเที่ยว และแพลตฟอร์มจองบริการ เรื่องนี้มีน้ำหนักมากกว่าธุรกิจทั่วไป เพราะทุกการจองมักมาพร้อมข้อมูลส่วนตัวจำนวนมาก ตั้งแต่ชื่อ เบอร์โทร อีเมล ไปจนถึงหมายเลขหนังสือเดินทางและข้อมูลบัตรชำระเงิน

คู่มือนี้อธิบายภาพรวมของ PDPA สำหรับเว็บไซต์ในบริบทโรงแรม ท่องเที่ยว และบริการจองออนไลน์ ตั้งแต่ข้อมูลที่เก็บจริง องค์ประกอบหลักที่ต้องมี ไปจนถึงจุดที่ควรส่งต่อผู้เชี่ยวชาญ

ข้อมูลที่เว็บไซต์โรงแรมและท่องเที่ยวมักเก็บ

เว็บไซต์จองห้องพักหรือทัวร์ทั่วไปมักเก็บข้อมูลผู้จองอย่างน้อยคือ ชื่อ-นามสกุล อีเมล เบอร์โทร วันเข้าพัก จำนวนผู้เข้าพัก และข้อมูลบัตรเครดิตหรือช่องทางชำระเงิน สำหรับการจองที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางระหว่างประเทศ อาจมีการขอหมายเลขหนังสือเดินทางหรือวันหมดอายุเพิ่มเติมด้วย บางเว็บไซต์ยังเก็บความต้องการพิเศษของผู้เข้าพัก เช่น ข้อจำกัดด้านอาหารหรือสุขภาพ ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อเกี่ยวข้องกับสุขภาพ

นอกจากข้อมูลที่กรอกในฟอร์มจองแล้ว เว็บไซต์ท่องเที่ยวจำนวนมากยังเชื่อมกับระบบจองห้องพักของบุคคลที่สาม (Booking Engine) ระบบชำระเงิน และปลั๊กอินแผนที่หรือรีวิว ซึ่งแต่ละระบบมีการเก็บและส่งต่อข้อมูลของตัวเอง เจ้าของเว็บไซต์จึงต้องเข้าใจว่าข้อมูลไหลไปที่ไหนบ้างก่อนจะเขียน Privacy Policy ให้ตรงกับความเป็นจริง

องค์ประกอบหลักที่เว็บไซต์โรงแรมและท่องเที่ยวควรมี

Privacy Policy ที่ตรงกับสิ่งที่เก็บจริง

Privacy Policy ควรอธิบายว่าเว็บไซต์เก็บข้อมูลอะไร เพื่อวัตถุประสงค์ใด ส่งต่อให้ใครบ้าง เช่น Booking Engine หรือระบบชำระเงิน และเก็บไว้นานเท่าใด การเขียน Policy แบบทั่วไปที่ไม่ได้อ้างอิงจากระบบจริงของเว็บไซต์ตนเองมักไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจมีการเปลี่ยนผู้ให้บริการ Booking Engine บ่อยครั้ง

เว็บไซต์ท่องเที่ยวมักมีสคริปต์วิเคราะห์และโฆษณาจำนวนมากเพื่อวัดผลแคมเปญการตลาด Banner จึงต้องมีตัวเลือก Accept All, Reject All และปรับแต่งรายหมวด พร้อมทั้งบล็อกสคริปต์ตามที่ผู้ใช้เลือกจริง ไม่ใช่แค่แสดงผลให้เห็นแต่สคริปต์ยังทำงานอยู่เบื้องหลัง

ช่องทางใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล

ผู้จองควรมีช่องทางติดต่อเพื่อขอเข้าถึง แก้ไข หรือลบข้อมูลของตนเอง โดยเฉพาะหลังจากทริปเดินทางสิ้นสุดแล้วและไม่มีความจำเป็นต้องเก็บข้อมูลนั้นต่อ ธุรกิจควรกำหนดว่าจะเก็บข้อมูลผู้จองนานเท่าใดหลังจบการเดินทาง และมีกระบวนการลบข้อมูลเมื่อครบกำหนดหรือไม่

เว็บไซต์จองห้องพักและทัวร์มักใช้เทคนิคการตลาดที่เก็บพฤติกรรมผู้ใช้ละเอียดกว่าเว็บไซต์ทั่วไป เช่น การส่งอีเมลติดตามเมื่อผู้ใช้เริ่มกรอกฟอร์มจองแต่ยังไม่กดยืนยัน หรือการยิงโฆษณาติดตามผู้ที่เคยดูห้องพักบางประเภท เทคนิคเหล่านี้ต้องอาศัยคุกกี้หรือ Local Storage เก็บสถานะของผู้ใช้ไว้ ซึ่งจัดอยู่ในหมวด Marketing และต้องขอความยินยอมก่อนเริ่มทำงาน ไม่ใช่คุกกี้ที่จำเป็นต่อการทำงานของเว็บไซต์

อีกจุดที่ควรตรวจคือปลั๊กอินรีวิวและแผนที่ที่ฝังอยู่ในหน้ารายละเอียดที่พัก ปลั๊กอินเหล่านี้มักโหลดสคริปต์จากผู้ให้บริการภายนอกทันทีที่หน้าเว็บเปิดขึ้น โดยไม่รอ Consent จากผู้ใช้ก่อน ทีมไอทีควรทดสอบว่าสคริปต์เหล่านี้ถูกหน่วงไว้จนกว่าผู้ใช้จะกดยอมรับหมวดที่เกี่ยวข้องหรือไม่

ธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยวมักรับการจองจากหลายช่องทางพร้อมกัน ทั้งเว็บไซต์ของตนเอง แอปพลิเคชัน และแพลตฟอร์ม Online Travel Agency ความยินยอมที่ผู้ใช้ให้ไว้บนเว็บไซต์หนึ่งอาจไม่ครอบคลุมถึงอีกช่องทางหนึ่งโดยอัตโนมัติ Consent Log จึงควรระบุให้ชัดว่าบันทึกมาจากช่องทางใด เวอร์ชัน Policy และ Banner ที่ผู้ใช้เห็นในขณะนั้นเป็นอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนภายหลังว่าความยินยอมนั้นครอบคลุมช่องทางใดบ้าง

ข้อมูลผู้จองไหลผ่านกี่ระบบกว่าจะถึงพนักงานหน้าเคาน์เตอร์

ลองพิจารณาสถานการณ์ตัวอย่าง (ไม่ใช่กรณีศึกษาจริงของลูกค้ารายใด) ผู้จองกรอกข้อมูลผ่านเว็บไซต์โรงแรม ข้อมูลถูกส่งไปยัง Booking Engine เพื่อยืนยันห้องว่าง จากนั้นส่งต่อไปยังระบบ Point of Sale เพื่อบันทึกการชำระเงิน และสุดท้ายส่งไปยังระบบ Front Desk ให้พนักงานเช็กอินเห็นข้อมูลผู้เข้าพัก ในเส้นทางนี้ข้อมูลผ่านอย่างน้อยสามระบบที่อาจมีผู้ให้บริการต่างรายกัน หากระบบใดระบบหนึ่งไม่มีมาตรการป้องกันข้อมูลที่เหมาะสม ความเสี่ยงจะเกิดขึ้นได้ในจุดที่เว็บไซต์หลักไม่มีทางเห็นเลย การทำแผนผังเส้นทางข้อมูลแบบนี้ช่วยให้ทีมงานเห็นภาพรวมและรู้ว่าต้องขอให้ Vendor รายใดยืนยันมาตรการป้องกันข้อมูลเพิ่มเติม

ความท้าทายเฉพาะของธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยว

ธุรกิจในกลุ่มนี้มักเชื่อมต่อกับ Vendor จำนวนมากพร้อมกัน เช่น Booking Engine ระบบ Point of Sale ของโรงแรม ระบบ CRM สำหรับดูแลลูกค้าประจำ และแพลตฟอร์ม Online Travel Agency ที่นำห้องพักไปขายต่อ ข้อมูลผู้จองอาจถูกส่งผ่านหลายระบบก่อนถึงมือพนักงานหน้าเคาน์เตอร์ การตรวจสอบว่าแต่ละจุดเชื่อมต่อมีมาตรการป้องกันข้อมูลอย่างเหมาะสมจึงซับซ้อนกว่าเว็บไซต์ที่มีระบบหลังบ้านเดียว

อีกความท้าทายคือการโอนข้อมูลข้ามพรมแดน เมื่อผู้ให้บริการ Booking Engine หรือระบบชำระเงินตั้งอยู่นอกประเทศไทย การพิจารณาว่าการส่งข้อมูลออกนอกประเทศเข้าเงื่อนไขใดของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นเรื่องที่ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายตรวจสอบเป็นกรณีไป ไม่ใช่สิ่งที่ AI หรือเครื่องมือสแกนอัตโนมัติจะสรุปแทนได้

การจัดการข้อมูลเมื่อผู้จองยกเลิกหรือทริปสิ้นสุด

เมื่อผู้จองยกเลิกการจองหรือทริปเดินทางเสร็จสิ้นแล้ว ธุรกิจควรมีนโยบายชัดเจนว่าจะเก็บข้อมูลนั้นต่อไปอีกนานเท่าใด บางธุรกิจจำเป็นต้องเก็บข้อมูลการทำธุรกรรมไว้ระยะหนึ่งเพื่อวัตถุประสงค์ด้านบัญชีหรือการจัดการข้อพิพาท แต่ข้อมูลอื่นที่ไม่จำเป็นแล้ว เช่น ความต้องการพิเศษด้านอาหารหรือสุขภาพของผู้เข้าพัก ควรมีกำหนดลบที่ชัดเจนแทนที่จะเก็บไว้ไม่มีกำหนด การกำหนดระยะเวลาเก็บข้อมูลควรทำร่วมกับฝ่ายบัญชีและฝ่ายปฏิบัติการ ไม่ใช่การตัดสินใจของทีมไอทีเพียงฝ่ายเดียว

ธุรกิจที่รับข้อมูลความต้องการพิเศษ เช่น รถเข็นสำหรับผู้พิการ หรืออาหารสำหรับผู้มีโรคประจำตัว ควรพิจารณาว่าข้อมูลลักษณะนี้เข้าข่ายข้อมูลอ่อนไหวหรือไม่ และจำกัดให้เฉพาะพนักงานที่เกี่ยวข้องเข้าถึงได้เท่านั้น แทนที่จะปรากฏในรายงานทั่วไปที่พนักงานทุกแผนกเข้าถึงได้

พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณหรือยัง?

ทดลองใช้งาน trusty ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เริ่มสแกนได้ทันที

ทดลองใช้งานระบบฟรี

บทบาทของ trusty สำหรับเว็บไซต์โรงแรมและท่องเที่ยว

trusty ช่วยอะไรได้บ้างสำหรับเว็บไซต์จองโรงแรมและทัวร์ PDPA Readiness Scan ของ trusty (Capability Status A) ตรวจ Privacy Policy ที่เผยแพร่ พฤติกรรม Cookie Banner และสคริปต์ Tracking ฝั่งไคลเอนต์ของหน้าเว็บสาธารณะได้ ส่วน Cookie Consent Banner (Capability Status B — ใช้งานได้เมื่อธุรกิจติดตั้งและจัดหมวดคุกกี้ตามระบบจริง) ช่วยควบคุมสคริปต์ตาม Consent ที่ผู้ใช้เลือก แต่เครื่องมือเหล่านี้ไม่เห็นข้อมูลที่ไหลผ่านระบบ Booking Engine ของบุคคลที่สาม สัญญากับ Online Travel Agency หรือขั้นตอนการเก็บข้อมูลหน้าเคาน์เตอร์โรงแรม ส่วนเหล่านี้ต้องตรวจเพิ่มโดยทีมงานภายในและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง

เมื่อไรควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสำหรับเว็บไซต์ท่องเที่ยว

เว็บไซต์จองโรงแรมต้องเก็บสำเนาหนังสือเดินทางหรือไม่ คำถามนี้ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ ขึ้นอยู่กับประเภทบริการ ข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และข้อตกลงกับพันธมิตรทางธุรกิจ ธุรกิจที่เก็บข้อมูลหนังสือเดินทาง ข้อมูลสุขภาพของผู้เข้าพัก หรือมีการโอนข้อมูลไปต่างประเทศเป็นประจำ ควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายตรวจฐานทางกฎหมายและเงื่อนไขการโอนข้อมูลข้ามพรมแดนโดยเฉพาะ แทนที่จะอาศัยแค่ผลสแกนอัตโนมัติเพียงอย่างเดียว อ่านขั้นตอนการวางระบบแบบละเอียดต่อได้ใน วิธีวางระบบ PDPA สำหรับเว็บไซต์โรงแรมและท่องเที่ยวแบบเป็นขั้นตอน และดูภาพรวมของหัวข้อ Privacy Fundamentals อื่น ๆ ได้ที่ ศูนย์ความรู้ Privacy Fundamentals

การเตรียมทีมงานให้พร้อมดูแล PDPA ต่อเนื่อง

เว็บไซต์โรงแรมและท่องเที่ยวมักมีทีมงานหลายฝ่ายเข้ามาแตะข้อมูลผู้จอง ตั้งแต่ฝ่ายการตลาดที่ดูแลแคมเปญโฆษณา ฝ่ายไอทีที่ดูแลเว็บไซต์และ Booking Engine ไปจนถึงฝ่ายปฏิบัติการหน้าเคาน์เตอร์ หากไม่มีเจ้าของงานที่ชัดเจนสำหรับแต่ละจุด การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ เช่น การเพิ่มแคมเปญโฆษณาใหม่หรือการเปลี่ยนผู้ให้บริการ Booking Engine อาจไม่ถูกสะท้อนกลับมาที่ Privacy Policy หรือ Cookie Banner ทันเวลา ธุรกิจควรกำหนดผู้รับผิดชอบหลักหนึ่งคนที่ทำหน้าที่รวบรวมการเปลี่ยนแปลงจากทุกฝ่ายและปรับปรุงเอกสารให้ตรงกับความเป็นจริงอย่างสม่ำเสมอ

เช็กลิสต์ปฏิบัติ

  • ทำรายการข้อมูลที่ฟอร์มจองห้องพักหรือทัวร์เก็บจริงทั้งหมด รวมถึงข้อมูลหนังสือเดินทางถ้ามี
  • ตรวจว่า Privacy Policy อธิบายการส่งข้อมูลให้ Booking Engine และระบบชำระเงินอย่างชัดเจน
  • ทดสอบ Cookie Banner ว่าปุ่ม Reject All บล็อกสคริปต์การตลาดได้จริง
  • กำหนดระยะเวลาเก็บข้อมูลผู้จองหลังทริปสิ้นสุด พร้อมกระบวนการลบเมื่อครบกำหนด
  • ทำรายการ Vendor ที่เชื่อมต่อทั้งหมด เช่น Booking Engine, CRM, OTA และระบบชำระเงิน
  • เปิดช่องทางให้ผู้จองติดต่อขอเข้าถึงหรือลบข้อมูลของตนเอง
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเมื่อมีการโอนข้อมูลข้ามพรมแดนเป็นประจำ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ใช้ Privacy Policy ตัวอย่างทั่วไปที่ไม่ได้ระบุ Vendor หรือ Booking Engine ที่ใช้งานจริง
  • ไม่ตรวจสอบว่าสคริปต์การตลาดยิงข้อมูลออกไปก่อนผู้ใช้กดยินยอมบน Cookie Banner หรือไม่
  • เก็บข้อมูลหนังสือเดินทางหรือข้อมูลสุขภาพไว้นานเกินความจำเป็นโดยไม่มีกำหนดลบ
  • ไม่แจ้งผู้จองว่าข้อมูลถูกส่งต่อให้ Online Travel Agency หรือพันธมิตรทางธุรกิจรายใด
  • สรุปว่าผ่านการสแกนอัตโนมัติแล้วเท่ากับปลอดภัยจากความเสี่ยงเรื่องการโอนข้อมูลข้ามพรมแดน

สรุป

เว็บไซต์โรงแรม ท่องเที่ยว และบริการจองออนไลน์ต้องดูแลข้อมูลผู้จองที่มีทั้งข้อมูลติดต่อ ข้อมูลการเดินทาง และในบางกรณีข้อมูลอ่อนไหว การวาง PDPA ให้เหมาะสมต้องครอบคลุมทั้ง Policy, Banner, การจัดการ Vendor และการโอนข้อมูลข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นจุดที่การสแกนอัตโนมัติเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันความถูกต้องได้ทั้งหมด ธุรกิจที่มีการโอนข้อมูลระหว่างประเทศเป็นประจำควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเพิ่มเติม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

คำถามที่พบบ่อย

เว็บไซต์จองโรงแรมต้องเก็บสำเนาหนังสือเดินทางหรือไม่

ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ ขึ้นอยู่กับประเภทบริการและข้อตกลงกับพันธมิตร ธุรกิจที่เก็บข้อมูลลักษณะนี้ควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายตรวจฐานทางกฎหมายโดยเฉพาะ

trusty ช่วยอะไรได้บ้างสำหรับเว็บไซต์จองโรงแรมและทัวร์

PDPA Readiness Scan และ Cookie Consent Banner ของ trusty ช่วยตรวจ Policy ที่เผยแพร่และควบคุมสคริปต์ตาม Consent ได้ แต่ไม่เห็นข้อมูลที่ไหลผ่าน Booking Engine หรือสัญญากับ Online Travel Agency

PDPA สำหรับเว็บไซต์ คืออะไร

คือแนวทางที่กำหนดว่าเว็บไซต์ต้องเก็บ ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้อย่างไรให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย

เมื่อไรควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสำหรับเว็บไซต์ท่องเที่ยว

เมื่อธุรกิจเก็บข้อมูลหนังสือเดินทาง ข้อมูลสุขภาพ หรือมีการโอนข้อมูลไปต่างประเทศเป็นประจำ ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจฐานทางกฎหมายและเงื่อนไขการโอนข้อมูลข้ามพรมแดนโดยเฉพาะ

อ่านต่อในหัวข้อเดียวกัน

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรือ Data Protection Officer ของหน่วยงานท่านก่อนนำไปปฏิบัติจริง

พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณหรือยัง?

ทดลองใช้งาน trusty ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เริ่มสแกนได้ทันที