trusty — Website Trust Platform
Website Security

วิธีวางระบบ HTTPS และ TLS สำหรับเอเจนซีและฟรีแลนซ์ทำเว็บไซต์แบบเป็นขั้นตอน

เอเจนซีที่ดูแลเว็บไซต์หลายลูกค้าต้องมีขั้นตอนวาง HTTPS/TLS ที่ทำซ้ำได้ทุกโปรเจกต์ บทความนี้ไล่ทีละขั้นตอนตั้งแต่ตรวจสถานะเดิมจนถึงส่งมอบรายงาน

📅 เผยแพร่ 11 สิงหาคม 2569อัปเดตล่าสุด 11 สิงหาคม 2569✍️ เขียนโดย trusty Editorial Team⏱ อ่าน 7 นาที
A close-up of a chain link fence with padlocks securing it, symbolizing high security outdoors.
ภาพโดย David McElwee จาก Pexels

💬 สรุปสั้น ๆ

การวางระบบ HTTPS/TLS ให้ลูกค้าเอเจนซีทำเป็นห้าขั้นตอน คือ ตรวจสถานะ HTTPS เดิมของเว็บไซต์ลูกค้า ออกและติดตั้งใบรับรองให้ตรงกับ Hosting/CDN ที่ลูกค้าใช้ บังคับ Redirect พร้อมตั้งค่า HSTS อย่างระมัดระวังระหว่าง Staging กับ Production ทดสอบ Mixed Content และสคริปต์บุคคลที่สาม แล้วจึงบันทึกผลลงรายงานส่งมอบลูกค้า

ปัญหาที่พบบ่อยกว่านั้นคือทีมงานภายในเอเจนซีเองก็ไม่มีขั้นตอนกลางให้ยึดถือ นักพัฒนาคนหนึ่งอาจตั้งค่า HTTPS แบบหนึ่ง อีกคนตั้งค่าอีกแบบ เมื่อรับช่วงดูแลต่อจากเพื่อนร่วมทีมจึงต้องเสียเวลาไล่ตรวจใหม่ทุกครั้ง ขั้นตอนที่ทำซ้ำได้จึงช่วยทั้งงานใหม่และงานที่ส่งต่อกันภายในทีม

เอเจนซีที่รับงานทำเว็บไซต์ให้ลูกค้าหลายราย มักเจอปัญหาเดียวกันซ้ำ ๆ คือทำ HTTPS ให้แต่ละลูกค้าไม่เหมือนกันเลย เพราะ Hosting ต่างกัน CMS ต่างกัน และบางครั้งลูกค้าเปลี่ยนผู้ดูแลระบบระหว่างโปรเจกต์ ผลคือทีมงานต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทุกครั้งแทนที่จะมีขั้นตอนที่ทำซ้ำได้

บทความนี้ไล่ขั้นตอนที่เอเจนซีใช้ได้กับลูกค้าส่วนใหญ่ ตั้งแต่ตรวจสถานะเดิมจนถึงส่งมอบรายงาน โดยไม่ผูกกับ Hosting หรือ CMS ตัวใดตัวหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะแต่ละลูกค้าของเอเจนซีมักใช้แพลตฟอร์มไม่เหมือนกัน ทีมงานที่ทำตามลำดับเดียวกันทุกโปรเจกต์ยังช่วยให้ประเมินเวลาและใบเสนอราคาส่วนงาน HTTPS/TLS ได้แม่นยำขึ้น เพราะรู้ล่วงหน้าว่าแต่ละขั้นตอนใช้เวลาประมาณเท่าใดกับ Hosting แต่ละแบบ

ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสถานะ HTTPS/TLS ของเว็บไซต์ลูกค้าเดิม

ก่อนแตะโค้ดหรือตั้งค่าใด ๆ ให้ตรวจสถานะปัจจุบันก่อนเสมอ เพราะลูกค้าบางรายอาจมี HTTPS อยู่แล้วแต่ตั้งค่าไม่สมบูรณ์ ในขณะที่บางรายไม่มีเลย การตรวจก่อนช่วยให้ประเมินขอบเขตงานได้ถูกต้องตั้งแต่ใบเสนอราคา

  • ตรวจว่าเว็บไซต์เดิมมีใบรับรอง TLS หรือไม่ และถ้ามี ใบรับรองยังไม่หมดอายุ
  • ตรวจว่า Redirect จาก HTTP ไป HTTPS ทำงานครบทุกหน้าหรือมีบางเส้นทางตกหล่น
  • ตรวจว่ามี Mixed Content หลงเหลืออยู่หรือไม่ด้วยเครื่องมือ Developer Tools ของเบราว์เซอร์
  • บันทึกผลตรวจเบื้องต้นนี้ไว้เป็นจุดอ้างอิง เพื่อเทียบกับผลหลังแก้ไขตอนส่งมอบงาน

ขั้นตอนที่ 2 ออกและติดตั้งใบรับรองให้ตรงกับ Hosting และ CDN ของลูกค้าแต่ละราย

ขั้นตอนนี้เป็นจุดที่แตกต่างกันมากที่สุดระหว่างลูกค้าแต่ละราย เพราะขึ้นกับว่าลูกค้าใช้ Hosting แบบมีแผงควบคุมสำเร็จรูป ใช้ CDN ที่ออกใบรับรองให้อัตโนมัติ หรือดูแล Server เอง

  • ถ้าลูกค้าใช้ Hosting ที่มีระบบออกใบรับรองอัตโนมัติในตัว ให้ตรวจสอบว่าระบบต่ออายุอัตโนมัติเปิดใช้งานจริง ไม่ใช่แค่ออกใบรับรองครั้งแรกแล้วจบ
  • ถ้าลูกค้าใช้ CDN แยกจาก Hosting ต้องตรวจว่าใบรับรองที่ CDN ออกให้ครอบคลุมโดเมนหลักและซับโดเมนที่ใช้งานจริงทั้งหมด
  • ถ้าดูแล Server เอง ต้องวางระบบต่ออายุอัตโนมัติตั้งแต่ต้น ไม่ควรปล่อยให้ต้องต่ออายุด้วยมือทุกครั้ง เพราะเอเจนซีดูแลหลายเว็บไซต์พร้อมกันจะลืมง่าย
  • ทดสอบว่าใบรับรองใช้งานได้ทั้งบน Staging และ Production แยกกัน เพราะใบรับรองของ Staging มักตั้งค่าไม่เหมือน Production

ขั้นตอนที่ 3 บังคับ Redirect และตั้งค่า HSTS อย่างระมัดระวัง

หลังใบรับรองพร้อมแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือบังคับให้ทุกการเข้าชมเปลี่ยนไปใช้ HTTPS โดยอัตโนมัติ และพิจารณาว่าจะเปิด Header HSTS หรือไม่ ซึ่งต้องระวังเป็นพิเศษเมื่อเว็บไซต์ยังอยู่ในช่วง Staging

  • ตั้งค่า Redirect 301 จาก http:// ไปยัง https:// ที่ระดับ Server หรือ CDN ไม่ใช่ตั้งค่าผ่าน JavaScript ฝั่ง Client
  • ตรวจว่าทั้งเวอร์ชัน www และไม่มี www ถูก Redirect ไปยัง HTTPS อย่างถูกต้องและสอดคล้องกัน
  • เปิด Header HSTS ตามแนวทางของ OWASP เฉพาะเมื่อมั่นใจว่า HTTPS ทำงานเสถียรแล้วบน Production เพราะ HSTS มีผลผูกพันกับเบราว์เซอร์ของผู้ใช้ในระยะเวลาหนึ่ง
  • อย่าเปิด HSTS บนโดเมน Staging ที่ยังทดสอบ HTTPS ไม่เสร็จ เพราะอาจทำให้ทีมงานเข้าเว็บไซต์ Staging ผ่าน HTTP ไม่ได้อีกเลยแม้จะปิด HTTPS ชั่วคราว

ขั้นตอนที่ 4 ทดสอบ Mixed Content และสคริปต์บุคคลที่สาม

เว็บไซต์ของลูกค้าเอเจนซีมักมีปลั๊กอิน ธีม หรือสคริปต์การตลาดที่ลูกค้าเพิ่มเองภายหลัง ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เกิด Mixed Content บ่อยที่สุด แม้ว่าตัวเว็บไซต์หลักจะตั้งค่า HTTPS ถูกต้องแล้วก็ตาม

  • ไล่ตรวจทุกหน้าหลักและหน้าที่มีฟอร์มว่าไม่มีทรัพยากรใดโหลดผ่าน HTTP ธรรมดา
  • ตรวจสคริปต์การตลาดที่ลูกค้าติดเอง เช่น Tag Manager หรือปลั๊กอินแชท ว่าโหลดผ่าน HTTPS ทั้งหมด
  • ทดสอบซ้ำหลังลูกค้าเปลี่ยนธีมหรืออัปเดตปลั๊กอิน เพราะเป็นจุดที่ Mixed Content มักกลับมาใหม่โดยไม่มีใครรู้ตัว

ขั้นตอนที่ 5 บันทึกผลและส่งมอบในรายงานลูกค้า

ขั้นตอนสุดท้ายคือทำให้งานที่ทำไปมองเห็นได้และมีเจ้าของต่อ ไม่ใช่ปิดโปรเจกต์แล้วจบไป เพราะ HTTPS/TLS ต้องมีคนดูแลต่อเนื่องแม้หลังส่งมอบงาน

  • สรุปในรายงานว่าเว็บไซต์เปิดใช้ HTTPS ทุกหน้าแล้ว พร้อมวันที่ตรวจและใบรับรองหมดอายุเมื่อใด
  • ระบุชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบต่ออายุใบรับรองหลังส่งมอบงาน เอเจนซี ลูกค้า หรือผู้ดูแล Hosting
  • แจ้งลูกค้าว่าการเพิ่มปลั๊กอินหรือสคริปต์ใหม่ในอนาคตอาจทำให้เกิด Mixed Content ได้ และควรแจ้งเอเจนซีตรวจก่อนเปิดใช้งานจริงหากยังอยู่ในสัญญาดูแลต่อเนื่อง
  • แยกให้ชัดว่าอะไรอยู่ในขอบเขตงานที่เอเจนซีทำให้ และอะไรที่ลูกค้าต้องตัดสินใจเอง เช่น การเลือกผู้ให้บริการ Hosting รายใหม่

ข้อควรระวังเมื่อแพลตฟอร์มของลูกค้าแต่ละรายไม่เหมือนกัน

ทั้งห้าขั้นตอนข้างต้นใช้ได้กับลูกค้าส่วนใหญ่ แต่รายละเอียดของแต่ละขั้นตอนเปลี่ยนไปตามแพลตฟอร์มที่ลูกค้าใช้อยู่ เอเจนซีที่รับงานหลายแพลตฟอร์มพร้อมกันควรรู้ข้อจำกัดเหล่านี้ก่อนเสนอราคาและวางแผนเวลาให้ทีมงาน

  • เว็บไซต์ที่ใช้ CMS สำเร็จรูปมักมีปลั๊กอินหรือธีมที่ฝังสคริปต์จากโดเมนอื่นโดยที่เอเจนซีไม่ได้เพิ่มเอง ต้องตรวจ Mixed Content ซ้ำหลังติดตั้งปลั๊กอินใหม่ทุกครั้ง ไม่ใช่ตรวจแค่ตอนส่งมอบงาน
  • เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่เชื่อมกับระบบชำระเงินมักมี Endpoint แยกสำหรับหน้าชำระเงินซึ่งต้องตรวจ HTTPS แยกต่างหากจากหน้าเว็บไซต์ทั่วไป เพราะบางครั้งอยู่คนละโดเมนย่อย
  • เว็บไซต์ที่พัฒนาแบบกำหนดเองและดูแล Server เองทั้งหมด เอเจนซีต้องรับผิดชอบการตั้งค่า TLS ตั้งแต่ต้น ไม่มีระบบอัตโนมัติของ Hosting มาช่วยเหมือนแพลตฟอร์มสำเร็จรูป
  • เมื่อรับช่วงดูแลเว็บไซต์ที่ทีมเดิมทำไว้ ควรตรวจสถานะ HTTPS/TLS ใหม่ทั้งหมดตามขั้นตอนที่ 1 เสมอ ไม่ควรเชื่อเอกสารส่งมอบจากทีมเดิมทั้งหมดโดยไม่ตรวจซ้ำ

พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณหรือยัง?

ทดลองใช้งาน trusty ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เริ่มสแกนได้ทันที

ทดลองใช้งานระบบฟรี

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าลูกค้าใช้ Hosting ที่ออกใบรับรองอัตโนมัติอยู่แล้ว เอเจนซียังต้องตรวจอะไรเพิ่ม ยังต้องตรวจว่าระบบต่ออายุอัตโนมัติทำงานจริง ใบรับรองครอบคลุมซับโดเมนที่ใช้งานทั้งหมด และไม่มี Mixed Content หลงเหลือบนหน้าที่มีฟอร์มหรือสคริปต์การตลาด

ควรเปิด HSTS ตั้งแต่วันแรกที่ทำ HTTPS ให้ลูกค้าหรือไม่ ไม่ควร ควรเปิดหลังจากมั่นใจว่า HTTPS ทำงานเสถียรแล้วบน Production เพราะ HSTS มีผลผูกพันกับเบราว์เซอร์ของผู้ใช้ในระยะเวลาหนึ่งตามแนวทางของ OWASP

ใครควรเป็นเจ้าของเรื่องต่ออายุใบรับรองหลังโปรเจกต์จบ ต้องระบุให้ชัดในรายงานส่งมอบว่าเอเจนซี ลูกค้า หรือผู้ดูแล Hosting เป็นผู้รับผิดชอบ เพราะถ้าไม่มีใครรับผิดชอบชัดเจน ใบรับรองมักหมดอายุโดยไม่มีใครรู้ตัว

ต้องทดสอบ Mixed Content ซ้ำบ่อยแค่ไหนหลังส่งมอบงาน ควรทดสอบซ้ำทุกครั้งที่ลูกค้าเปลี่ยนธีม อัปเดตปลั๊กอิน หรือเพิ่มสคริปต์การตลาดใหม่ ไม่ใช่แค่ตอนเปิดเว็บไซต์ครั้งแรก

เช็กลิสต์ปฏิบัติ

  • ตรวจสถานะ HTTPS/TLS เดิมของเว็บไซต์ลูกค้าก่อนเริ่มงานทุกครั้ง
  • ยืนยันว่าใบรับรองต่ออายุอัตโนมัติและครอบคลุมซับโดเมนที่ใช้งานจริง
  • ตั้งค่า Redirect 301 จาก HTTP ไป HTTPS ที่ระดับ Server หรือ CDN
  • เปิด Header HSTS หลังยืนยันว่า HTTPS เสถียรบน Production แล้วเท่านั้น
  • ทดสอบ Mixed Content บนหน้าฟอร์มและสคริปต์การตลาดทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง
  • เขียนรายงานส่งมอบระบุผู้รับผิดชอบต่ออายุใบรับรองและขอบเขตงานให้ชัดเจน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เปิด HSTS ตั้งแต่วันแรกโดยยังไม่ทดสอบ HTTPS บน Production ให้เสถียรก่อน
  • ลืมตรวจใบรับรองบน Staging แยกจาก Production แล้วสรุปว่าทุกอย่างพร้อมแล้ว
  • ส่งมอบงานโดยไม่ระบุว่าใครรับผิดชอบต่ออายุใบรับรองต่อจากนี้
  • ไม่แจ้งลูกค้าว่าการเพิ่มปลั๊กอินหรือสคริปต์ใหม่อาจทำให้เกิด Mixed Content ย้อนหลัง

เมื่อใดควรแจ้งลูกค้าให้หาผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเพิ่มเติม

ขั้นตอนในบทความนี้ครอบคลุมเฉพาะการตั้งค่า HTTPS/TLS ระดับที่เอเจนซีทั่วไปทำเองได้ หากลูกค้าต้องการระดับความปลอดภัยที่สูงขึ้น เช่น เว็บไซต์ที่รับชำระเงินโดยตรงหรือเก็บข้อมูลลูกค้าจำนวนมาก ควรแจ้งลูกค้าตรงไปตรงมาว่าเกินขอบเขตงานปกติของเอเจนซี และแนะนำให้ลูกค้าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยตรวจเชิงลึกแยกต่างหาก แทนที่จะรับปากทำเองทั้งหมดโดยไม่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

สรุป

การวางระบบ HTTPS/TLS ให้ลูกค้าเอเจนซีทำเป็นขั้นตอนที่ทำซ้ำได้ทุกโปรเจกต์ ตั้งแต่ตรวจสถานะเดิม ออกใบรับรองให้ตรงกับ Hosting ของลูกค้าแต่ละราย บังคับ Redirect และ HSTS อย่างระมัดระวัง ทดสอบ Mixed Content และปิดท้ายด้วยรายงานที่ระบุผู้รับผิดชอบต่อชัดเจน ขั้นตอนเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงด้านเทคนิค แต่ไม่ใช่การยืนยันว่าเว็บไซต์ลูกค้าปลอดภัยครบทุกด้าน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าลูกค้าใช้ Hosting ที่ออกใบรับรองอัตโนมัติอยู่แล้ว เอเจนซียังต้องตรวจอะไรเพิ่ม

ยังต้องตรวจว่าระบบต่ออายุอัตโนมัติทำงานจริง ใบรับรองครอบคลุมซับโดเมนที่ใช้งานทั้งหมด และไม่มี Mixed Content หลงเหลือบนหน้าที่มีฟอร์มหรือสคริปต์การตลาด

ควรเปิด HSTS ตั้งแต่วันแรกที่ทำ HTTPS ให้ลูกค้าหรือไม่

ไม่ควร ควรเปิดหลังจากมั่นใจว่า HTTPS ทำงานเสถียรแล้วบน Production เพราะ HSTS มีผลผูกพันกับเบราว์เซอร์ของผู้ใช้ในระยะเวลาหนึ่งตามแนวทางของ OWASP

ใครควรเป็นเจ้าของเรื่องต่ออายุใบรับรองหลังโปรเจกต์จบ

ต้องระบุให้ชัดในรายงานส่งมอบว่าเอเจนซี ลูกค้า หรือผู้ดูแล Hosting เป็นผู้รับผิดชอบ เพราะถ้าไม่มีใครรับผิดชอบชัดเจน ใบรับรองมักหมดอายุโดยไม่มีใครรู้ตัว

ต้องทดสอบ Mixed Content ซ้ำบ่อยแค่ไหนหลังส่งมอบงาน

ควรทดสอบซ้ำทุกครั้งที่ลูกค้าเปลี่ยนธีม อัปเดตปลั๊กอิน หรือเพิ่มสคริปต์การตลาดใหม่ ไม่ใช่แค่ตอนเปิดเว็บไซต์ครั้งแรก

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรือ Data Protection Officer ของหน่วยงานท่านก่อนนำไปปฏิบัติจริง

พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณหรือยัง?

ทดลองใช้งาน trusty ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เริ่มสแกนได้ทันที