trusty — Website Trust Platform
Business, Industry & SEO

PDPA สำหรับ E-commerce คืออะไร? คู่มือสำหรับเอเจนซีและฟรีแลนซ์ทำเว็บไซต์

PDPA สำหรับ E-commerce สำหรับเอเจนซีและฟรีแลนซ์ทำเว็บไซต์ ต้องขอความยินยอมตอนไหน แจ้งเรื่อง Cookie อย่างไร และดูแลข้อมูลที่แชร์กับผู้ให้บริการชำระเงิน/ขนส่งแบบไหนให้ถูกต้อง

📅 เผยแพร่ 16 กรกฎาคม 2569อัปเดตล่าสุด 12 สิงหาคม 2569✍️ เขียนโดย trusty Editorial Team⏱ อ่าน 10 นาที
A diverse group of coworkers engaged in a collaborative meeting in a modern office setting.
ภาพโดย Ivan S จาก Pexels

💬 สรุปสั้น ๆ

เอเจนซีที่รับงานอีคอมเมิร์ซต้องบริหาร PDPA ในฐานะ Data Processor ของหลายร้านค้าพร้อมกัน ประเด็นสำคัญคือจำกัดการเข้าถึงข้อมูล Order ระหว่างแก้บั๊ก ตรวจสอบแอปของบุคคลที่สามก่อนแนะนำ ใช้ Data Masking บน Staging Store แยกสิทธิ์ Admin ตามร้าน และลบข้อมูลให้เรียบร้อยเมื่อส่งมอบโปรเจกต์

สารบัญ

เอเจนซีและฟรีแลนซ์ที่รับงานสร้างหรือดูแลร้านค้าออนไลน์ให้ลูกค้าหลายราย ไม่ว่าจะเป็น Shopify, WooCommerce หรือระบบ Cart ที่พัฒนาขึ้นเอง มักต้องเข้าถึงข้อมูลคำสั่งซื้อจริงของลูกค้าปลายทางระหว่างขั้นตอนพัฒนาและแก้ปัญหา เช่น ที่อยู่จัดส่ง เบอร์โทร หรือสถานะการชำระเงิน ต่างจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่เป็นเจ้าของร้านเอง เอเจนซีมีสถานะเป็น Data Processor ที่ต้องบริหารความเสี่ยงนี้ให้กับร้านค้าของลูกค้าหลายรายพร้อมกัน โดยแต่ละร้านมีปลั๊กอิน ระบบชำระเงิน และผู้ให้บริการขนส่งที่ไม่เหมือนกัน

คู่มือนี้เขียนขึ้นสำหรับเอเจนซี ฟรีแลนซ์ และทีมพัฒนาเว็บไซต์ที่รับงานอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ ครอบคลุมประเด็นที่ต่างจากมุมของเจ้าของร้านเอง ได้แก่ ช่วงเวลาที่เอเจนซีเข้าถึงข้อมูลคำสั่งซื้อจริงระหว่างพัฒนา การตรวจสอบแอปหรือปลั๊กอินของบุคคลที่สามก่อนแนะนำให้ลูกค้าติดตั้ง ความเสี่ยงจาก Staging Store ที่ใช้ข้อมูลจริง สิทธิ์เข้าถึง Admin ของหลายร้านค้าพร้อมกัน การช่วยลูกค้าตอบคำขอใช้สิทธิ์ของผู้ซื้อ และการจัดการข้อมูลเมื่อส่งมอบระบบให้ลูกค้าดูแลเอง

เอเจนซีเข้าถึงข้อมูลคำสั่งซื้อจริงตอนไหนบ้างระหว่างพัฒนา

ระหว่างขั้นตอนแก้บั๊กหรือปรับแต่งระบบอีคอมเมิร์ซ ทีมพัฒนามักต้องเข้าดู Order จริงเพื่อทำความเข้าใจปัญหา เช่น ทำไมคำสั่งซื้อบางรายการคำนวณค่าส่งผิด หรือทำไมการแจ้งเตือนสถานะไม่ถึงลูกค้า การเข้าถึงข้อมูลนี้ควรมีขอบเขตชัดเจนว่าทำเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะเรื่องเท่านั้น ไม่ใช่เปิด Export ข้อมูล Order ทั้งหมดออกมาดูแบบกว้าง ๆ เพื่อความสะดวก ทีมพัฒนาควรใช้ Order ID เฉพาะที่ลูกค้าแจ้งปัญหามาเป็นจุดเริ่มค้นหา แทนการ Query ข้อมูลทั้งฐานเพื่อความรวดเร็วในการวิเคราะห์

แอปหรือปลั๊กอินของบุคคลที่สามที่เอเจนซีแนะนำ ต้องตรวจสอบอะไรก่อน

เอเจนซีมักแนะนำแอปหรือปลั๊กอินเสริม เช่น ระบบรีวิวสินค้า ระบบแชทสนับสนุนลูกค้า หรือเครื่องมือ Retargeting ให้กับร้านค้าที่ดูแล แอปเหล่านี้จำนวนมากขอสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลคำสั่งซื้อหรือข้อมูลลูกค้าเพื่อทำงาน ก่อนแนะนำให้ลูกค้าติดตั้ง เอเจนซีควรตรวจสอบว่าแอปนั้นระบุนโยบายความเป็นส่วนตัวของตัวเองชัดเจนหรือไม่ ข้อมูลที่ขอสิทธิ์เข้าถึงสอดคล้องกับฟีเจอร์ที่ใช้งานจริงหรือไม่ และผู้ให้บริการแอปนั้นอยู่ในรายชื่อ Sub-processor ที่ต้องแจ้งเจ้าของร้านหรือไม่ การแนะนำแอปโดยไม่ตรวจสอบเรื่องนี้ล่วงหน้า อาจทำให้ลูกค้าของเอเจนซีต้องรับความเสี่ยงที่ไม่รู้ตัวมาก่อน

Staging Store ที่ใช้ข้อมูลคำสั่งซื้อจริงมาทดสอบ ความเสี่ยงที่มักถูกมองข้าม

เมื่อทีมพัฒนาต้องการทดสอบฟีเจอร์ใหม่ก่อนขึ้น Production วิธีที่เร็วที่สุดมักเป็นการ Copy ฐานข้อมูลร้านค้าจริงมาไว้บน Staging Environment ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงข้อมูลคำสั่งซื้อ ที่อยู่ และเบอร์โทรของลูกค้าจริงที่เคยสั่งซื้อ Staging Store มักมีการป้องกันหละหลวมกว่า Production เพราะถูกมองว่าเป็นแค่พื้นที่ทดสอบภายใน แนวทางที่ปลอดภัยกว่าคือใช้เครื่องมือ Data Masking ที่แทนที่ข้อมูลจริงด้วยข้อมูลสมมติก่อนนำเข้า Staging หรืออย่างน้อยควรจำกัดการเข้าถึง Staging Store ให้เท่ากับระดับการป้องกันของ Production ไม่ใช่ปล่อยให้เข้าถึงง่ายกว่าเพราะคิดว่าเป็นแค่ระบบทดสอบ

สิทธิ์เข้าถึง Admin ของหลายร้านค้าพร้อมกัน กับการจัดการทีมพัฒนา

สถานการณ์ความเสี่ยงแนวทางจัดการ
นักพัฒนาคนเดียวดูแล Admin หลายร้านพร้อมกันบัญชีเดียวเข้าถึงข้อมูลลูกค้าของหลายแบรนด์พร้อมกันใช้บัญชีแยกตามร้านค้า ไม่ใช้บัญชีกลางร่วมกันทุกโปรเจกต์
ทีม Support ตอบปัญหาลูกค้าหลายร้านในวันเดียวกันสลับดูข้อมูลร้านหนึ่งไปอีกร้านโดยไม่ได้ Log Outกำหนดขั้นตอนยืนยันตัวตนก่อนเปิด Order ของแต่ละร้าน
โปรเจกต์เก่าที่ปิดไปแล้วแต่ยังไม่ถอนสิทธิ์บัญชีเก่ายังเข้าถึง Admin ร้านค้าที่เลิกดูแลไปแล้วทบทวนสิทธิ์เข้าถึงทุกไตรมาส ถอนบัญชีที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว

เมื่อผู้ซื้อขอลบหรือขอดูข้อมูล เอเจนซีต้องช่วยลูกค้าดำเนินการอย่างไร

เจ้าของร้านค้าอีคอมเมิร์ซหลายรายไม่มีทีมเทคนิคของตัวเอง เมื่อผู้ซื้อส่งคำขอใช้สิทธิ์ เช่น ขอลบข้อมูลหรือขอสำเนาข้อมูลที่เคยให้ไว้ เจ้าของร้านมักต้องพึ่งเอเจนซีให้ช่วยดำเนินการทางเทคนิค เอเจนซีจึงควรเตรียมขั้นตอนมาตรฐานไว้ล่วงหน้าว่าจะค้นหาข้อมูลของผู้ซื้อรายนั้นจากระบบไหนบ้าง เช่น ฐานข้อมูลหลัก ระบบอีเมลการตลาด และแอปเสริมที่เชื่อมต่ออยู่ พร้อมระบุว่าข้อมูลส่วนใดลบได้ทันทีและส่วนใดต้องเก็บไว้ตามข้อกำหนดทางบัญชีก่อน การมีขั้นตอนที่ชัดเจนช่วยให้เอเจนซีตอบสนองคำขอของลูกค้าได้เร็วขึ้น แทนที่จะต้องมานั่งไล่หาทีละระบบทุกครั้งที่มีคำขอเข้ามา

การส่งมอบระบบให้ลูกค้าดูแลเอง ข้อมูลที่เอเจนซีเคยเข้าถึงไปอยู่ที่ไหน

เมื่อจบโปรเจกต์และส่งมอบร้านค้าให้ลูกค้าดูแลต่อเอง ทีมพัฒนาอาจยังมีสำเนาข้อมูล Order ที่ดาวน์โหลดมาวิเคราะห์ปัญหาระหว่างทาง หรือไฟล์ Backup ของฐานข้อมูลที่เก็บไว้ในเครื่องส่วนตัวหรือ Cloud Storage ของทีม เอเจนซีควรมีขั้นตอนลบสำเนาข้อมูลเหล่านี้ทั้งหมดเมื่อสิ้นสุดโปรเจกต์ และแจ้งยืนยันกับลูกค้าว่าดำเนินการแล้ว ไม่ใช่ปล่อยให้ข้อมูลของร้านค้าที่เลิกดูแลไปแล้วยังหลงเหลืออยู่ในระบบของเอเจนซีโดยไม่มีใครติดตาม

พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณหรือยัง?

ทดลองใช้งาน trusty ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เริ่มสแกนได้ทันที

ทดลองใช้งานระบบฟรี

ใบเสนอราคาที่ระบุ Sub-processor ของระบบชำระเงินและขนส่งตั้งแต่ต้น

เมื่อวางระบบอีคอมเมิร์ซให้ลูกค้าใหม่ เอเจนซีมักเลือกผู้ให้บริการ Payment Gateway และผู้ให้บริการขนส่งตามความเคยชินหรือความสะดวกในการพัฒนา โดยไม่ได้แจ้งลูกค้าอย่างเป็นทางการว่าผู้ให้บริการเหล่านี้จะเข้าถึงข้อมูลคำสั่งซื้อของลูกค้าปลายทางด้วย แนวทางที่ควรทำคือระบุรายชื่อ Payment Gateway และผู้ให้บริการขนส่งที่จะใช้ไว้ในใบเสนอราคาหรือเอกสารเริ่มโปรเจกต์ตั้งแต่ต้น พร้อมอธิบายสั้น ๆ ว่าแต่ละเจ้าเข้าถึงข้อมูลส่วนใดบ้าง เช่น Payment Gateway เห็นข้อมูลบัตรและยอดชำระ ส่วนผู้ให้บริการขนส่งเห็นชื่อและที่อยู่จัดส่ง วิธีนี้ช่วยให้ลูกค้าเข้าใจภาพรวมของผู้เกี่ยวข้องกับข้อมูลตั้งแต่วันแรก แทนที่จะมาพบทีหลังว่ามีผู้ให้บริการหลายเจ้าเข้าถึงข้อมูลโดยไม่เคยถูกแจ้งไว้ก่อน

เมื่อลูกค้าต้องการเปลี่ยนผู้ให้บริการขนส่งหรือ Payment Gateway ระหว่างทาง เอเจนซีควรปฏิบัติเหมือนการเปลี่ยน Sub-processor ทุกครั้ง คือแจ้งลูกค้าให้ทราบและปรับปรุงเอกสารรายชื่อผู้ให้บริการให้เป็นปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เปลี่ยนการเชื่อมต่อในระบบแล้วจบไป เพราะเจ้าของร้านค้าเองก็มีหน้าที่ต้องแจ้งผู้ซื้อในนโยบายความเป็นส่วนตัวของร้านเช่นกันว่าใครเป็นผู้ประมวลผลข้อมูลของพวกเขาบ้าง

การนำไปใช้จริงร่วมกับระบบอื่น

นอกจากประเด็นเฉพาะของอีคอมเมิร์ซ เอเจนซีที่รับงานหลายอุตสาหกรรมควรทำความเข้าใจภาพรวมบทบาท Data Processor ของตัวเองด้วย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คู่มือ PDPA สำหรับ Agency และแนวทางสำหรับลูกค้ากลุ่ม SaaS ที่มีลักษณะข้อมูลต่างออกไปได้ที่ คู่มือ PDPA สำหรับ E-commerce กลุ่ม SaaS

หากต้องการตรวจสอบว่าร้านค้าออนไลน์ที่เอเจนซีดูแลตั้งค่าความเป็นส่วนตัวครบถ้วนหรือยัง ลองใช้ เครื่องมือตรวจสอบเว็บไซต์ฟรีของ trusty

คำถามที่พบบ่อย

เอเจนซีสามารถ Export ข้อมูล Order ทั้งหมดออกมาดูเพื่อความสะดวกในการแก้บั๊กได้หรือไม่

ไม่ควร ควรใช้ Order ID เฉพาะที่ลูกค้าแจ้งปัญหามาเป็นจุดเริ่มค้นหา แทนการ Query ข้อมูลทั้งฐานเพื่อความรวดเร็วในการวิเคราะห์

ก่อนแนะนำแอปหรือปลั๊กอินให้ลูกค้าอีคอมเมิร์ซติดตั้ง ต้องตรวจสอบอะไรบ้าง

ควรตรวจสอบว่าแอปมีนโยบายความเป็นส่วนตัวชัดเจน ข้อมูลที่ขอสิทธิ์เข้าถึงตรงกับฟีเจอร์ที่ใช้งานจริง และผู้ให้บริการแอปควรอยู่ในรายชื่อ Sub-processor ที่ต้องแจ้งเจ้าของร้าน

Staging Store ควรใช้ข้อมูลคำสั่งซื้อจริงมาทดสอบหรือไม่

ไม่ควร แนะนำให้ใช้เครื่องมือ Data Masking แทนที่ข้อมูลจริงด้วยข้อมูลสมมติก่อนนำเข้า Staging หรืออย่างน้อยจำกัดการเข้าถึงให้เท่ากับระดับการป้องกันของ Production

เจ้าของร้านที่ไม่มีทีมเทคนิค ควรให้เอเจนซีช่วยตอบคำขอใช้สิทธิ์ของผู้ซื้ออย่างไร

เอเจนซีควรเตรียมขั้นตอนมาตรฐานไว้ล่วงหน้าว่าจะค้นหาข้อมูลจากระบบไหนบ้าง และระบุว่าข้อมูลส่วนใดลบได้ทันทีและส่วนใดต้องเก็บไว้ตามข้อกำหนดทางบัญชีก่อน

เมื่อส่งมอบร้านค้าให้ลูกค้าดูแลเอง เอเจนซีต้องจัดการข้อมูลที่เคยเข้าถึงอย่างไร

ควรลบสำเนาข้อมูล Order และไฟล์ Backup ที่เก็บไว้ในเครื่องหรือ Cloud Storage ของทีมทั้งหมดเมื่อสิ้นสุดโปรเจกต์ และแจ้งยืนยันกับลูกค้าว่าดำเนินการแล้ว

เช็กลิสต์ปฏิบัติ

  • จำกัดการเข้าถึงข้อมูล Order ระหว่างแก้บั๊กให้เฉพาะ Order ID ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาจริง
  • ตรวจสอบนโยบายความเป็นส่วนตัวและขอบเขตสิทธิ์เข้าถึงของแอปก่อนแนะนำให้ลูกค้าติดตั้ง
  • ใช้ Data Masking แทนข้อมูลจริงก่อนนำเข้า Staging Store ทุกครั้ง
  • แยกบัญชี Admin ตามร้านค้า ไม่ใช้บัญชีกลางร่วมกันทุกโปรเจกต์
  • เตรียมขั้นตอนมาตรฐานช่วยลูกค้าตอบคำขอใช้สิทธิ์ของผู้ซื้อ ระบุระบบที่ต้องค้นหาให้ครบ
  • ลบสำเนาข้อมูลที่เคยเข้าถึงและแจ้งยืนยันลูกค้าทุกครั้งที่สิ้นสุดโปรเจกต์

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • Export ข้อมูล Order ทั้งฐานออกมาดูเพื่อความสะดวกในการวิเคราะห์ปัญหา
  • แนะนำแอปหรือปลั๊กอินให้ลูกค้าติดตั้งโดยไม่ตรวจสอบขอบเขตสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลก่อน
  • ใช้ข้อมูลคำสั่งซื้อจริงมาทดสอบบน Staging โดยไม่ทำ Data Masking
  • ใช้บัญชี Admin กลางร่วมกันหลายร้านค้าจนแยกไม่ออกว่าใครเข้าถึงข้อมูลร้านไหนบ้าง
  • ปล่อยให้สำเนาข้อมูลลูกค้าของโปรเจกต์เก่าหลงเหลืออยู่หลังส่งมอบระบบไปแล้ว

สรุป

สำหรับเอเจนซี ฟรีแลนซ์ และทีมพัฒนาเว็บไซต์ที่รับงานอีคอมเมิร์ซ การดูแล PDPA มีจุดที่ต่างจากมุมของเจ้าของร้านเองอย่างชัดเจน ตั้งแต่การจำกัดขอบเขตการเข้าถึงข้อมูล Order ระหว่างแก้บั๊ก การตรวจสอบแอปของบุคคลที่สามก่อนแนะนำ การป้องกัน Staging Store ที่มักถูกมองข้าม การจัดการสิทธิ์ Admin ของหลายร้านพร้อมกัน การช่วยลูกค้าตอบคำขอใช้สิทธิ์ของผู้ซื้อ และการลบข้อมูลให้เรียบร้อยเมื่อส่งมอบโปรเจกต์ เมื่อมีขั้นตอนมาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกร้านค้าที่ดูแล เอเจนซีจะลดความเสี่ยงที่ไม่จำเป็นให้กับทั้งตัวเองและลูกค้าได้มาก

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

คำถามที่พบบ่อย

เอเจนซีสามารถ Export ข้อมูล Order ทั้งหมดออกมาดูเพื่อความสะดวกในการแก้บั๊กได้หรือไม่

ไม่ควร ควรใช้ Order ID เฉพาะที่ลูกค้าแจ้งปัญหามาเป็นจุดเริ่มค้นหา แทนการ Query ข้อมูลทั้งฐานเพื่อความรวดเร็วในการวิเคราะห์

ก่อนแนะนำแอปหรือปลั๊กอินให้ลูกค้าอีคอมเมิร์ซติดตั้ง ต้องตรวจสอบอะไรบ้าง

ควรตรวจสอบว่าแอปมีนโยบายความเป็นส่วนตัวชัดเจน ข้อมูลที่ขอสิทธิ์เข้าถึงตรงกับฟีเจอร์ที่ใช้งานจริง และผู้ให้บริการแอปควรอยู่ในรายชื่อ Sub-processor ที่ต้องแจ้งเจ้าของร้าน

Staging Store ควรใช้ข้อมูลคำสั่งซื้อจริงมาทดสอบหรือไม่

ไม่ควร แนะนำให้ใช้เครื่องมือ Data Masking แทนที่ข้อมูลจริงด้วยข้อมูลสมมติก่อนนำเข้า Staging หรืออย่างน้อยจำกัดการเข้าถึงให้เท่ากับระดับการป้องกันของ Production

เจ้าของร้านที่ไม่มีทีมเทคนิค ควรให้เอเจนซีช่วยตอบคำขอใช้สิทธิ์ของผู้ซื้ออย่างไร

เอเจนซีควรเตรียมขั้นตอนมาตรฐานไว้ล่วงหน้าว่าจะค้นหาข้อมูลจากระบบไหนบ้าง และระบุว่าข้อมูลส่วนใดลบได้ทันทีและส่วนใดต้องเก็บไว้ตามข้อกำหนดทางบัญชีก่อน

เมื่อส่งมอบร้านค้าให้ลูกค้าดูแลเอง เอเจนซีต้องจัดการข้อมูลที่เคยเข้าถึงอย่างไร

ควรลบสำเนาข้อมูล Order และไฟล์ Backup ที่เก็บไว้ในเครื่องหรือ Cloud Storage ของทีมทั้งหมดเมื่อสิ้นสุดโปรเจกต์ และแจ้งยืนยันกับลูกค้าว่าดำเนินการแล้ว

อ่านต่อในหัวข้อเดียวกัน

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรือ Data Protection Officer ของหน่วยงานท่านก่อนนำไปปฏิบัติจริง

พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณหรือยัง?

ทดลองใช้งาน trusty ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เริ่มสแกนได้ทันที