trusty — Website Trust Platform
Business, Industry & SEO

วิธีวางระบบ PDPA สำหรับ HR และ Recruitment สำหรับคลินิก โรงพยาบาล และธุรกิจสุขภาพแบบเป็นขั้นตอน

เจ้าหน้าที่ HR คลินิกแห่งหนึ่งพบว่า CV ผู้สมัครค้างในโฟลเดอร์กลางกว่าสามปี บทความนี้เล่าวิธีวางระบบทีละขั้นตอนเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ

📅 เผยแพร่ 26 กรกฎาคม 2569อัปเดตล่าสุด 26 กรกฎาคม 2569✍️ เขียนโดย trusty Editorial Team⏱ อ่าน 8 นาที
Black and white image of healthcare workers in protective gear conducting a meeting indoors.
ภาพโดย DΛVΞ GΛRCIΛ จาก Pexels

💬 สรุปสั้น ๆ

การวางระบบ PDPA สำหรับ HR และ Recruitment ในธุรกิจสุขภาพเริ่มจาก 6 ขั้นตอน คือ สำรวจว่าฝ่าย HR เก็บข้อมูลอะไรบ้างจากผู้สมัครและพนักงาน ออกแบบฟอร์มยินยอมแยกสำหรับข้อมูลอ่อนไหว กำหนดระยะเวลาเก็บและลบข้อมูลผู้สมัครที่ไม่ผ่านการคัดเลือก จัดสิทธิ์การเข้าถึงตามหลัก need-to-know ทำสัญญากับเอเจนซี่หรือผู้ตรวจประวัติภายนอกให้ชัดเจน และสุดท้ายกำหนดรอบทบทวนประจำเพื่อให้ระบบยังใช้งานได้จริงต่อเนื่อง

การวางระบบ PDPA สำหรับ HR และ Recruitment ในธุรกิจสุขภาพเริ่มจาก 6 ขั้นตอน คือ สำรวจว่าฝ่าย HR เก็บข้อมูลอะไรบ้างจากผู้สมัครและพนักงาน ออกแบบฟอร์มยินยอมแยกสำหรับข้อมูลอ่อนไหว กำหนดระยะเวลาเก็บและลบข้อมูลผู้สมัครที่ไม่ผ่านการคัดเลือก จัดสิทธิ์การเข้าถึงตามหลัก need-to-know ทำสัญญากับเอเจนซี่หรือผู้ตรวจประวัติภายนอกให้ชัดเจน และสุดท้ายกำหนดรอบทบทวนประจำเพื่อให้ระบบยังใช้งานได้จริงต่อเนื่อง

เจ้าหน้าที่ HR ของคลินิกแห่งหนึ่งเล่าให้ทีมงานฟังว่า ตอนที่เธอเข้ามารับตำแหน่งใหม่ สิ่งแรกที่ต้องทำคือจัดระเบียบคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าของแผนก HR ที่คนก่อนหน้าใช้งานมาหลายปี เธอพบโฟลเดอร์ชื่อ "ผู้สมัคร" ที่มี CV สะสมอยู่มากกว่าสามปี รวมถึงเอกสารประวัติสุขภาพและผลตรวจของผู้สมัครบางคนที่ไม่เคยได้งานเลย ไม่มีใครรู้ว่าทำไมถึงยังเก็บไว้ และไม่มีใครมีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะลบเมื่อไหร่ เพราะไม่มีนโยบายเขียนไว้ตั้งแต่ต้น เหตุการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คลินิกแห่งนั้นตัดสินใจวางระบบ PDPA ฝั่ง HR ใหม่ทั้งหมดอย่างเป็นขั้นตอน แทนที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปทีละครั้ง เธอเล่าต่อว่าสิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การเขียนนโยบายใหม่ แต่คือการโน้มน้าวหัวหน้าแผนกต่างๆ ให้เห็นว่าการจำกัดสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลไม่ได้แปลว่าไม่ไว้ใจกัน แต่เป็นการป้องกันไม่ให้ข้อมูลของผู้สมัครและพนักงานตกไปอยู่ในมือคนที่ไม่จำเป็นต้องรู้โดยไม่มีใครตั้งใจ

ขั้นตอนที่ 1: สำรวจว่าฝ่าย HR เก็บข้อมูลอะไรบ้างจริงๆ

ก่อนออกแบบระบบใดๆ ต้องเริ่มจากการไล่ดูให้ครบว่ากระบวนการรับสมัครงานและดูแลพนักงานปัจจุบันเก็บข้อมูลอะไรบ้าง ตั้งแต่ใบสมัครงาน สำเนาบัตรประชาชน ใบรับรองการศึกษา ใบประกอบวิชาชีพ ผลตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงาน ไปจนถึงประวัติอาชญากรรมสำหรับตำแหน่งที่ต้องดูแลผู้ป่วยโดยตรง วิธีที่ทำได้จริงคือให้เจ้าหน้าที่ HR แต่ละคนเขียนรายการเอกสารที่ตนขอจากผู้สมัครในแต่ละตำแหน่งงานลงในตารางเดียวกัน แล้วนำมารวมกันเป็นภาพรวมทั้งแผนก จุดที่ต้องสังเกตเป็นพิเศษคือรายการใดที่เข้าข่ายข้อมูลอ่อนไหว เพราะข้อมูลกลุ่มนี้ต้องมีการจัดการที่เข้มงวดกว่าข้อมูลทั่วไปในขั้นตอนถัดไป สิ่งที่เป็นหลักฐาน: ตารางรายการข้อมูลที่เก็บจริงแยกตามตำแหน่งงาน พร้อมวันที่จัดทำและผู้รับผิดชอบ

ขั้นตอนนี้มักใช้เวลานานกว่าที่คาด เพราะข้อมูลบางส่วนไม่ได้อยู่ในระบบ HR โดยตรง แต่กระจายอยู่ในอีเมลของหัวหน้าแผนกที่สัมภาษณ์เอง หรือในไฟล์ที่เจ้าหน้าที่จัดซื้อเก็บไว้เมื่อทำสัญญาจ้างเอาต์ซอร์ส การสำรวจที่ครบถ้วนจึงควรถามทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจ้างงาน ไม่ใช่แค่ฝ่าย HR กลาง เพื่อไม่ให้พลาดจุดที่ข้อมูลอ่อนไหวหลุดออกไปเก็บอยู่นอกระบบหลักโดยไม่มีใครรู้

ขั้นตอนที่ 2: ออกแบบฟอร์มยินยอมแยกสำหรับข้อมูลอ่อนไหว

เมื่อรู้แล้วว่าข้อมูลใดเข้าข่ายอ่อนไหว ขั้นตอนถัดมาคือแยกข้อความยินยอมออกจากเงื่อนไขการสมัครงานทั่วไป ฟอร์มควรระบุชัดว่าเก็บข้อมูลประเภทใด เพื่อวัตถุประสงค์อะไร และผู้สมัครมีสิทธิ์ปฏิเสธการให้ข้อมูลบางส่วนหรือไม่หากไม่กระทบต่อการพิจารณาตำแหน่งที่ไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลนั้น เช่น ตำแหน่งงานธุรการที่ไม่ต้องสัมผัสผู้ป่วยโดยตรง อาจไม่จำเป็นต้องขอผลตรวจสุขภาพละเอียดเท่าตำแหน่งพยาบาล การออกแบบฟอร์มให้ต่างกันตามความจำเป็นจริงของแต่ละตำแหน่งช่วยลดการเก็บข้อมูลเกินความจำเป็น สิ่งที่เป็นหลักฐาน: ภาพหน้าจอหรือสำเนาฟอร์มยินยอมแต่ละเวอร์ชันพร้อมวันที่เริ่มใช้งาน

ควรเขียนข้อความยินยอมด้วยภาษาที่ผู้สมัครทั่วไปอ่านแล้วเข้าใจได้จริง หลีกเลี่ยงศัพท์กฎหมายที่ซับซ้อนเกินจำเป็น เช่น แทนที่จะเขียนว่า "ข้าพเจ้ายินยอมให้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด" ควรอธิบายเพิ่มว่าข้อมูลนั้นจะถูกใช้เพื่อพิจารณาความเหมาะสมกับตำแหน่งงานที่ต้องดูแลผู้ป่วยโดยตรงเท่านั้น และจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น ความชัดเจนแบบนี้ช่วยให้ผู้สมัครตัดสินใจได้จริงว่าจะให้ข้อมูลหรือไม่ ไม่ใช่แค่กดยอมรับเพราะไม่เข้าใจว่ากำลังยินยอมอะไรอยู่

ขั้นตอนที่ 3: กำหนดระยะเวลาเก็บและลบข้อมูลผู้สมัคร

ทีม HR ควรกำหนดตัวเลขระยะเวลาที่ชัดเจนสำหรับ CV ของผู้สมัครที่ไม่ผ่านการคัดเลือก เช่น 6 เดือนหรือ 1 ปี พร้อมระบุว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบกดลบเมื่อครบกำหนด ไม่ใช่แค่เขียนตัวเลขไว้ในนโยบายโดยไม่มีคนดำเนินการจริง หากเป็นไปได้ควรตั้งการแจ้งเตือนในปฏิทินทีมหรือระบบที่ใช้อยู่ให้ขึ้นเตือนก่อนถึงกำหนด สำหรับพนักงานปัจจุบันหรือที่ลาออกไปแล้ว ควรกำหนดระยะเวลาแยกต่างหากตามข้อกำหนดกฎหมายแรงงานหรือภาษีที่เกี่ยวข้อง แล้วจึงลบหรือทำให้ไม่ระบุตัวตนเมื่อพ้นกำหนด สิ่งที่เป็นหลักฐาน: บันทึกวันที่ลบข้อมูลแต่ละครั้งพร้อมชื่อผู้ดำเนินการ

เจ้าหน้าที่ HR ที่เล่าเรื่องโฟลเดอร์ CV สามปีตอนต้นบทความเลือกใช้วิธีง่ายๆ คือตั้งชื่อไฟล์ทุกรายการด้วยรูปแบบเดียวกัน ระบุวันที่รับสมัครและวันที่ครบกำหนดลบไว้ในชื่อไฟล์เลย เช่น ปีเดือนวันที่รับ ตามด้วยปีเดือนวันที่ต้องลบ วิธีนี้ทำให้ไม่ต้องเปิดไฟล์ทีละไฟล์เพื่อตรวจว่าอันไหนเกินกำหนดแล้ว เพียงเรียงชื่อไฟล์ก็เห็นได้ทันทีว่ารายการใดถึงเวลาต้องจัดการ

ขั้นตอนที่ 4: จัดสิทธิ์การเข้าถึงตามหลัก need-to-know

ขั้นตอนนี้ต้องไล่ดูว่าใครในองค์กรเข้าถึงระบบ HR ได้บ้างในปัจจุบัน แล้วเทียบกับหน้าที่จริงของแต่ละคน ตัวอย่างเช่น หัวหน้าแผนกควรเห็นเฉพาะข้อมูลพนักงานในความดูแลของตนเอง ฝ่ายบัญชีควรเห็นเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อการจ่ายเงินเดือนโดยไม่จำเป็นต้องเห็นผลตรวจสุขภาพละเอียด และเจ้าหน้าที่สรรหาไม่ควรเห็นไฟล์ประวัติวินัยของพนักงานปัจจุบันที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานสรรหา การจัดสิทธิ์แบบนี้อาจต้องใช้เวลาพูดคุยกับหัวหน้าแต่ละแผนกเพื่อยืนยันว่าใครต้องใช้ข้อมูลอะไรจริงๆ ไม่ใช่แค่ให้สิทธิ์ตามตำแหน่งอย่างเดียว สิ่งที่เป็นหลักฐาน: รายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าถึงพร้อมระดับสิทธิ์และวันที่ทบทวนล่าสุด

ขั้นตอนที่ 5: ทำสัญญากับเอเจนซี่และผู้ตรวจประวัติภายนอกให้ชัดเจน

ธุรกิจสุขภาพจำนวนมากพึ่งพาเอเจนซี่จัดหางานเฉพาะทางหรือบริษัทตรวจประวัติอาชญากรรมภายนอก ขั้นตอนนี้คือการตรวจสอบว่ามีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรกับผู้ให้บริการเหล่านี้หรือไม่ ระบุชัดว่าใครเป็นผู้ประมวลผลข้อมูลในนามขององค์กร มีมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นต่ำอะไรบ้าง และข้อมูลที่ส่งต่อกันจะถูกลบเมื่อใดหลังจบกระบวนการ หากยังไม่มีสัญญาลักษณะนี้ ควรจัดทำก่อนเริ่มใช้งานบริการต่อไป ไม่ใช่ทำงานร่วมกันไปก่อนแล้วค่อยจัดทำเอกสารทีหลัง สิ่งที่เป็นหลักฐาน: สำเนาสัญญาหรือข้อตกลงประมวลผลข้อมูลกับผู้ให้บริการภายนอกแต่ละราย

พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณหรือยัง?

ทดลองใช้งาน trusty ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เริ่มสแกนได้ทันที

ทดลองใช้งานระบบฟรี

ขั้นตอนที่ 6: กำหนดรอบทบทวนประจำให้ระบบใช้งานได้จริงต่อเนื่อง

ระบบที่วางไว้อย่างดีในวันแรกจะค่อยๆ หลุดจากความเป็นจริงถ้าไม่มีรอบทบทวน เพราะตำแหน่งงานใหม่ โครงสร้างทีมที่เปลี่ยน หรือผู้ให้บริการภายนอกที่เปลี่ยนไป ล้วนทำให้รายละเอียดที่วางไว้ตอนแรกไม่ตรงกับการทำงานจริงอีกต่อไป ควรกำหนดผู้รับผิดชอบทบทวนแต่ละหัวข้อพร้อมความถี่ที่เหมาะสม เช่น ทบทวนฟอร์มยินยอมเมื่อเปิดตำแหน่งใหม่ที่ไม่เคยรับมาก่อน ทบทวนโฟลเดอร์ CV ทุกไตรมาส และทบทวนสัญญากับผู้ให้บริการภายนอกทุกปี สิ่งที่เป็นหลักฐาน: ปฏิทินทบทวนพร้อมบันทึกผลการตรวจแต่ละรอบ

ตัวอย่างการนำไปใช้ในทีมขนาดเล็ก

สำหรับคลินิกที่มีเจ้าหน้าที่ HR เพียงคนเดียว ไม่จำเป็นต้องทำทั้งหกขั้นตอนพร้อมกันในสัปดาห์เดียว วิธีที่จัดการได้จริงคือเริ่มจากขั้นตอนที่ 1 และ 3 ก่อน เพราะเป็นจุดที่ความเสี่ยงสูงสุดคือข้อมูลผู้สมัครเก่าค้างอยู่โดยไม่มีกำหนดลบ เมื่อจัดการสองขั้นตอนนี้เสร็จแล้วจึงค่อยขยับไปทำฟอร์มยินยอมและสิทธิ์การเข้าถึงในเดือนถัดไป การแบ่งทำเป็นช่วงแบบนี้ทำให้งานไม่หนักเกินไปสำหรับทีมที่มีคนจำกัด และยังเห็นความคืบหน้าเป็นระยะแทนที่จะรอทำทีเดียวจนเสร็จสมบูรณ์

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยระหว่างวางระบบ

  • เริ่มออกแบบฟอร์มยินยอมก่อนสำรวจว่าจริงๆ แล้วเก็บข้อมูลอะไรบ้าง ทำให้ฟอร์มไม่ครอบคลุมข้อมูลที่ใช้งานจริง
  • กำหนดระยะเวลาลบข้อมูลไว้ในนโยบายแต่ไม่มอบหมายผู้รับผิดชอบดำเนินการจริง
  • จัดสิทธิ์การเข้าถึงตามตำแหน่งงานแบบรวมๆ โดยไม่ถามหัวหน้าแผนกว่าจริงๆ ต้องใช้ข้อมูลอะไรบ้าง
  • ปล่อยให้ทำงานร่วมกับเอเจนซี่ภายนอกก่อนแล้วค่อยทำสัญญาทีหลัง หรือไม่ทำเลย
  • วางระบบเสร็จแล้วไม่มีรอบทบทวน ปล่อยให้ระบบล้าสมัยไปตามการเปลี่ยนแปลงขององค์กร

สรุปการวางระบบ

การวางระบบ PDPA สำหรับ HR และ Recruitment ในธุรกิจสุขภาพไม่ใช่การเขียนนโยบายให้สวยงามเพียงครั้งเดียว แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่เริ่มจากการสำรวจข้อมูลจริง ออกแบบความยินยอมและระยะเวลาเก็บให้เหมาะสม จัดสิทธิ์การเข้าถึงตามความจำเป็น ทำสัญญากับผู้ให้บริการภายนอกให้ชัดเจน และปิดท้ายด้วยรอบทบทวนที่ทำให้ระบบยังตรงกับการทำงานจริงต่อไป เรื่องราวของเจ้าหน้าที่ HR ที่พบ CV ค้างสามปีในตอนต้นบทความ คือตัวอย่างว่าการไม่มีระบบตั้งแต่แรกทำให้ปัญหาสะสมไปเรื่อยๆ จนยากจะแก้ในภายหลัง ดูรายการตรวจแบบสรุปได้ที่ เช็กลิสต์ PDPA สำหรับ HR และ Recruitment สำหรับธุรกิจสุขภาพ และติดตามสิ่งที่ต้องทบทวนล่าสุดได้ที่ อัปเดต PDPA สำหรับ HR และ Recruitment ปี 2026

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ขั้นตอนทั้งหมดนี้อ้างอิงหลักการทั่วไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ควรตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) โดยตรงก่อนนำไปปรับใช้จริงในองค์กร เนื่องจากแนวปฏิบัติย่อยอาจมีการปรับปรุงเป็นระยะ ดูหัวข้ออื่นที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ความรู้ธุรกิจและอุตสาหกรรม

คำถามที่พบบ่อย

ควรเริ่มวางระบบ PDPA ฝั่ง HR จากขั้นตอนไหนก่อน

ควรเริ่มจากการสำรวจว่าฝ่าย HR เก็บข้อมูลอะไรบ้างจริงในแต่ละตำแหน่งงาน เพราะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ใช้ออกแบบฟอร์มยินยอมและนโยบายเก็บรักษาในขั้นตอนถัดไป

ทีม HR ขนาดเล็กที่มีคนเดียวควรทำครบทุกขั้นตอนพร้อมกันหรือไม่

ไม่จำเป็น แนะนำให้เริ่มจากขั้นตอนที่มีความเสี่ยงสูงสุดก่อน เช่น การกำหนดระยะเวลาลบข้อมูลผู้สมัครเก่า แล้วค่อยขยับไปทำขั้นตอนอื่นในเดือนถัดไป

ต้องมีสัญญากับเอเจนซี่จัดหางานภายนอกทุกรายหรือไม่

ควรมีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรกับผู้ให้บริการภายนอกทุกรายที่เข้าถึงข้อมูลผู้สมัครหรือพนักงาน เพื่อระบุบทบาทและมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ต้องปฏิบัติตาม

จำเป็นต้องกำหนดรอบทบทวนหลังวางระบบเสร็จแล้วหรือไม่

จำเป็น เพราะตำแหน่งงานใหม่ โครงสร้างทีม และผู้ให้บริการภายนอกที่เปลี่ยนไปจะทำให้ระบบที่วางไว้ไม่ตรงกับการทำงานจริงหากไม่มีการทบทวนต่อเนื่อง

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรือ Data Protection Officer ของหน่วยงานท่านก่อนนำไปปฏิบัติจริง

พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณหรือยัง?

ทดลองใช้งาน trusty ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เริ่มสแกนได้ทันที