trusty — Website Trust Platform
Business, Industry & SEO

วิธีวางระบบ PDPA สำหรับ HR และ Recruitment สำหรับธุรกิจ SaaS สตาร์ทอัพ และบริษัทเทคโนโลยีแบบเป็นขั้นตอน

ทีม HR ของ SaaS สตาร์ทอัพมักคิดว่าข้อมูลผู้สมัครงานเป็นเรื่องภายในที่ไม่ต้องเข้มงวดเท่าข้อมูลลูกค้า บทความนี้เดินขั้นตอนวางระบบ PDPA ฝั่ง HR แบบใช้งานได้จริงกับทีมขนาดเล็ก

📅 เผยแพร่ 26 กรกฎาคม 2569อัปเดตล่าสุด 26 กรกฎาคม 2569✍️ เขียนโดย trusty Editorial Team⏱ อ่าน 9 นาที
Young professionals collaborate in a creative office space, working together on a project.
ภาพโดย Ivan S จาก Pexels

💬 สรุปสั้น ๆ

การวางระบบ PDPA สำหรับ HR และ Recruitment ของ SaaS สตาร์ทอัพเริ่มจากทำบัญชีข้อมูลผู้สมัครทุกช่องทาง แยกฐานทางกฎหมายของข้อมูลทั่วไปกับข้อมูลอ่อนไหว เช่น ศาสนา สุขภาพ หรือประวัติอาชญากรรม ที่ต้องขอความยินยอมแยกอย่างชัดเจน กำหนดรอบเก็บและลบ CV ของผู้สมัครที่ไม่ผ่านการคัดเลือก จำกัดสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล HR แบบ need-to-know และตรวจสัญญากับผู้ให้บริการ ATS หรือบริการตรวจประวัติภายนอกว่าระบุขอบเขตการใช้ข้อมูลไว้ชัดเจน

การวางระบบ PDPA สำหรับ HR และ Recruitment ของ SaaS สตาร์ทอัพเริ่มจากทำบัญชีข้อมูลผู้สมัครทุกช่องทาง แยกฐานทางกฎหมายของข้อมูลทั่วไปกับข้อมูลอ่อนไหว เช่น ศาสนา สุขภาพ หรือประวัติอาชญากรรม ที่ต้องขอความยินยอมแยกอย่างชัดเจน กำหนดรอบเก็บและลบ CV ของผู้สมัครที่ไม่ผ่านการคัดเลือก จำกัดสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล HR แบบ need-to-know และตรวจสัญญากับผู้ให้บริการ ATS หรือบริการตรวจประวัติภายนอกว่าระบุขอบเขตการใช้ข้อมูลไว้ชัดเจน

ทีม HR ของสตาร์ทอัพ SaaS จำนวนไม่น้อยเชื่อว่า PDPA เป็นเรื่องของแผนกที่ดูแลข้อมูลลูกค้าที่จ่ายเงินซื้อ subscription เท่านั้น ส่วนข้อมูลผู้สมัครงานหรือพนักงานถือเป็น "เรื่องภายใน" ที่ผ่อนปรนได้ ความเข้าใจนี้กลับด้านกับความจริง เพราะ CV ที่ส่งเข้ามาสมัครตำแหน่ง Engineer หรือ Growth มักมีข้อมูลศาสนา ประวัติสุขภาพ หรือแม้แต่ประวัติอาชญากรรมปนอยู่ในเอกสารแนบ ซึ่งกฎหมายจัดเป็นข้อมูลอ่อนไหวที่ต้องขอความยินยอมแบบชัดแจ้ง สูงกว่ามาตรฐานที่ใช้กับข้อมูลลูกค้าทั่วไปเสียอีก บทความนี้เดินขั้นตอนวางระบบ PDPA ฝั่ง HR และ Recruitment แบบที่ทีมขนาดเล็กในบริษัทเทคโนโลยีทำได้จริงโดยไม่ต้องมีแผนกกฎหมายแยกต่างหาก

ทำไมข้อมูลผู้สมัครงานใน SaaS เสี่ยงกว่าที่ทีมคิด

ทีม Product และ Engineering ของ SaaS มักคุ้นเคยกับการดูแลข้อมูลผู้ใช้งานผ่านระบบที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่กระบวนการรับสมัครงานกลับกระจัดกระจายอยู่ในหลายช่องทาง ตั้งแต่ระบบ ATS ที่บริษัทซื้อมาใช้ อีเมลที่ผู้สมัครส่ง CV ตรงถึงหัวหน้าทีม ไปจนถึง Google Form ที่ฝ่าย Growth สร้างขึ้นเองสำหรับตำแหน่งเร่งด่วน แต่ละช่องทางมีเจ้าของข้อมูลต่างคนกัน และแทบไม่มีใครตรวจว่าไฟล์ CV ที่แนบมามีข้อมูลศาสนา หมู่เลือด ประวัติการรักษาโรค หรือประวัติอาชญากรรมติดมาด้วยหรือไม่ ข้อมูลกลุ่มนี้ PDPA จัดเป็นข้อมูลอ่อนไหวที่ต้องมีฐานทางกฎหมายที่เข้มกว่าปกติ โดยเฉพาะการขอความยินยอมแบบชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูล ไม่ใช่แค่การอ้างว่าจำเป็นต่อการพิจารณาคัดเลือก อีกจุดที่ทีมสตาร์ทอัพมักมองข้ามคือช่วงเวลาสัมภาษณ์ ที่ผู้สัมภาษณ์มักจดบันทึกอิสระเก็บไว้ในโน้ตส่วนตัว บาง note มีคำถามเกี่ยวกับสถานะครอบครัวหรือแผนการมีบุตรของผู้สมัคร ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการทำงานเลยแต่ยังถูกจดบันทึกและส่งต่อกันในทีมโดยไม่มีใครตั้งคำถามว่าควรเก็บไว้หรือไม่

การขอ reference check และการตรวจประวัติ: จุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

เมื่อผู้สมัครเข้าสู่รอบท้ายของการคัดเลือก ทีม HR มักติดต่อ reference check ไปยังนายจ้างเก่าหรือใช้บริการตรวจประวัติอาชญากรรมจากหน่วยงานภายนอกสำหรับตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการเงินหรือข้อมูลลูกค้า ขั้นตอนนี้มีความละเอียดอ่อนสองชั้น ชั้นแรกคือต้องได้รับความยินยอมจากผู้สมัครก่อนติดต่อบุคคลที่สามเสมอ ไม่ใช่ติดต่อไปก่อนแล้วค่อยแจ้งภายหลัง ชั้นที่สองคือผลตรวจประวัติที่ได้กลับมาต้องถูกจำกัดการเข้าถึงเฉพาะผู้มีอำนาจตัดสินใจจ้างจริง ไม่ใช่ส่งต่อในกลุ่มแชททีมเพื่อ "อัปเดตให้ทุกคนรู้" เพราะข้อมูลประวัติอาชญากรรมถือเป็นข้อมูลอ่อนไหวที่ต้องปิดบัญชีการเข้าถึงให้แคบที่สุดเท่าที่จำเป็นจริง หากผู้สมัครไม่ผ่านการคัดเลือกด้วยเหตุผลจากผลตรวจประวัติ ควรลบผลตรวจนั้นทันทีหลังการตัดสินใจเสร็จสิ้น ไม่ใช่เก็บค้างไว้ในระบบต่อ

ขั้นตอนวางระบบ PDPA สำหรับ HR และ Recruitment ทีละขั้น

  1. ทำบัญชีข้อมูลผู้สมัครทุกช่องทางที่ใช้อยู่จริง — ไล่ดูว่าทีมรับสมัครผ่านช่องทางไหนบ้าง ATS อีเมลตรง LinkedIn Google Form หรือเอเจนซีจัดหางาน แต่ละช่องทางเก็บอะไรบ้าง เพราะสิ่งที่ตรวจไม่ได้คือสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ หลักฐานที่ควรเก็บคือรายชื่อช่องทางพร้อมประเภทข้อมูลที่แต่ละช่องทางรับเข้ามา
  2. แยกข้อมูลทั่วไปออกจากข้อมูลอ่อนไหวในทุกไฟล์ CV — กำหนดให้ผู้คัดกรองเรซูเม่ตรวจทุกครั้งว่าเอกสารมีข้อมูลศาสนา สุขภาพ หรือประวัติอาชญากรรมติดมาหรือไม่ หากไม่จำเป็นต่อการพิจารณาตำแหน่งนั้นจริง ควรลบหรือปกปิดส่วนนั้นก่อนส่งต่อให้ผู้สัมภาษณ์ หลักฐานที่ควรเก็บคือแนวปฏิบัติที่เป็นลายลักษณ์อักษรให้ทีมคัดกรองยึดถือ
  3. ออกแบบฟอร์มสมัครงานให้ขอความยินยอมแยกสำหรับข้อมูลอ่อนไหว — หากตำแหน่งบางประเภทจำเป็นต้องถามข้อมูลสุขภาพ เช่น งานที่ต้องใช้แรงกายมาก ควรมีช่องยินยอมแยกต่างหากจากการยินยอมให้ประมวลผลข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่รวมไว้ในข้อความเดียวกันแบบเหมารวม หลักฐานที่ควรเก็บคือ log วันเวลาที่ผู้สมัครกดยินยอมแต่ละรายการ
  4. กำหนดรอบเก็บและลบ CV ของผู้สมัครที่ไม่ผ่านการคัดเลือก — ทีม Growth ที่รับสมัครบ่อยมักเก็บ CV เก่าไว้ "เผื่อมีตำแหน่งเปิดใหม่" โดยไม่มีกำหนดเวลา ซึ่งขัดกับหลักการเก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็นและมีระยะเวลาที่ชัดเจน ควรกำหนดรอบลบที่สมเหตุสมผล เช่นภายในหนึ่งปีหลังปิดตำแหน่ง เว้นแต่ผู้สมัครยินยอมให้เก็บต่อสำหรับตำแหน่งในอนาคตโดยเฉพาะ หลักฐานที่ควรเก็บคือ policy เอกสารพร้อมวันที่เริ่มบังคับใช้
  5. จำกัดสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล HR แบบ need-to-know — ไม่ใช่ทุกคนในทีม Product หรือ Engineering ต้องเห็นไฟล์ CV ทั้งหมด ควรกำหนดว่าใครเห็นข้อมูลระดับไหน เช่น หัวหน้าทีมที่สัมภาษณ์เห็นเฉพาะผู้สมัครในสายงานตน ส่วนข้อมูลเงินเดือนหรือประวัติวินัยพนักงานควรจำกัดเฉพาะ HR และผู้บริหารที่เกี่ยวข้องโดยตรง หลักฐานที่ควรเก็บคือตาราง access control พร้อมรายชื่อผู้มีสิทธิ์
  6. ตรวจสัญญากับผู้ให้บริการ ATS หรือบริการตรวจประวัติภายนอก — หากใช้ ATS สำเร็จรูปหรือจ้างบริการตรวจประวัติอาชญากรรม ควรตรวจว่าข้อตกลงการใช้บริการระบุขอบเขตการประมวลผลข้อมูลไว้ชัดเจน ข้อมูลถูกเก็บที่ไหน และผู้ให้บริการมีมาตรการความปลอดภัยระดับใด หลักฐานที่ควรเก็บคือสำเนาข้อตกลงหรือ DPA (Data Processing Agreement) กับผู้ให้บริการแต่ละราย
  7. กำหนดรอบเก็บและลบข้อมูลพนักงานที่ลาออกหรือถูกเลิกจ้าง — ประวัติผลงาน เงินเดือน และเอกสารสัญญาจ้างของพนักงานที่ออกไปแล้วยังต้องเก็บตามข้อกำหนดทางบัญชีและแรงงานในบางส่วน แต่ไม่ใช่ทุกไฟล์ที่ต้องเก็บไว้ตลอดไป ควรแยกว่าไฟล์ใดต้องเก็บตามกฎหมายแรงงาน ไฟล์ใดควรลบเมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนด หลักฐานที่ควรเก็บคือตารางรอบเก็บ-ลบแยกตามประเภทเอกสาร

ตารางสรุปรอบเก็บข้อมูลที่แนะนำสำหรับทีม HR ขนาดเล็ก

ประเภทข้อมูลรอบเก็บที่แนะนำหมายเหตุ
CV ผู้สมัครที่ไม่ผ่านการคัดเลือกไม่เกิน 1 ปีหลังปิดตำแหน่งเว้นแต่ผู้สมัครยินยอมให้เก็บต่อสำหรับตำแหน่งในอนาคต
ผลตรวจประวัติอาชญากรรม/สุขภาพตามระยะเวลาที่จำเป็นต่อการตัดสินใจจ้างควรลบทันทีเมื่อกระบวนการคัดเลือกสิ้นสุดหากไม่ได้จ้าง
เอกสารพนักงานปัจจุบันตลอดระยะเวลาจ้างงานทบทวนสิทธิ์เข้าถึงเป็นระยะ
เอกสารพนักงานที่ลาออกแล้วตามข้อกำหนดกฎหมายแรงงานที่เกี่ยวข้องแยกไฟล์ที่ต้องเก็บตามกฎหมายออกจากไฟล์ที่ควรลบ

พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณหรือยัง?

ทดลองใช้งาน trusty ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เริ่มสแกนได้ทันที

ทดลองใช้งานระบบฟรี

เมื่อทีมโตขึ้น: จุดที่ระบบ HR เดิมเริ่มไม่พอ

สตาร์ทอัพที่มีพนักงานหลักสิบคนอาจใช้ spreadsheet และโฟลเดอร์ไฟล์ร่วมกันจัดการข้อมูล HR ได้อยู่ แต่เมื่อจำนวนพนักงานและตำแหน่งที่เปิดรับพร้อมกันเพิ่มขึ้น การควบคุมว่าใครเข้าถึงไฟล์ไหนได้บ้างจะยากขึ้นตามไปด้วย จุดสังเกตที่บอกว่าถึงเวลาต้องทบทวนระบบคือเมื่อเริ่มมีคนนอกทีม HR ขอเข้าถึงไฟล์ CV เพื่อ "ดูเผื่อ" หรือเมื่อไม่มีใครจำได้แน่ชัดว่าไฟล์ผู้สมัครเก่าที่สุดในระบบเก็บมาตั้งแต่เมื่อไร การย้ายไปใช้ ATS ที่มีระบบสิทธิ์การเข้าถึงและรอบลบอัตโนมัติจะช่วยลดภาระให้ทีมที่ต้องดูแลเรื่องนี้เป็นงานเสริมนอกเหนือจากงานหลักของตน อีกสัญญาณหนึ่งที่บอกว่าถึงเวลาทบทวนคือเมื่อบริษัทเริ่มเปิดรับสมัครพร้อมกันหลายตำแหน่งในหลายประเทศ เพราะข้อมูลผู้สมัครจากต่างประเทศอาจอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลของประเทศนั้นเพิ่มเติมจาก PDPA ของไทย ทีม Privacy จึงควรมีรายชื่อประเทศที่เปิดรับสมัครและกฎหมายที่เกี่ยวข้องคร่าว ๆ ไว้เป็นข้อมูลอ้างอิง ไม่ต้องรอให้มีปัญหาเกิดขึ้นก่อนจึงค่อยไปหาคำตอบ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อวางระบบ PDPA ฝ่าย HR ใน SaaS

ข้อผิดพลาดแรกคือปล่อยให้ CV ไหลผ่านหลายช่องทางโดยไม่มีใครรู้ภาพรวมทั้งหมด ทำให้เมื่อผู้สมัครขอใช้สิทธิ์ลบข้อมูล ทีมไม่สามารถตามลบได้ครบทุกที่ ข้อผิดพลาดที่สองคือส่งต่อไฟล์ CV ทั้งไฟล์ให้ผู้สัมภาษณ์ทุกคนโดยไม่ตัดข้อมูลอ่อนไหวที่ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งออกก่อน ข้อผิดพลาดที่สามคือเก็บ CV ผู้สมัครเก่าไว้ในโฟลเดอร์ส่วนกลางแบบไม่มีวันหมดอายุ เพราะคิดว่าเผื่อมีประโยชน์ในอนาคต และข้อผิดพลาดสุดท้ายคือใช้บริการ ATS หรือบริการตรวจประวัติภายนอกโดยไม่เคยอ่านข้อตกลงการใช้ข้อมูลของผู้ให้บริการเลยสักครั้ง อีกจุดที่มักถูกมองข้ามคือการลืมแจ้งผู้สมัครว่าข้อมูลของตนถูกใช้อย่างไรตั้งแต่ขั้นตอนแรกที่ส่ง CV เข้ามา ทีมจำนวนมากมัวแต่โฟกัสที่การคัดกรองผู้สมัครจนลืมว่าตัวเองก็มีหน้าที่แจ้งเจ้าของข้อมูลด้วยเช่นกัน เช่นแจ้งว่าข้อมูลจะถูกส่งต่อให้ผู้สัมภาษณ์กี่คน จะมีการตรวจประวัติหรือไม่ และจะเก็บไว้นานเท่าไรหากไม่ผ่านการคัดเลือก การแจ้งข้อมูลนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเอกสารยาวหลายหน้า เพียงระบุไว้สั้น ๆ ในหน้าฟอร์มสมัครงานก็เพียงพอสำหรับทีมขนาดเล็ก

สรุปการวางระบบ PDPA ฝ่าย HR สำหรับ SaaS

ระบบ PDPA ฝั่ง HR ที่ใช้งานได้จริงสำหรับทีมเทคโนโลยีขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องซับซ้อนเท่ากรอบงานของบริษัทใหญ่ แต่ต้องครอบคลุมจุดที่มีความเสี่ยงจริงคือการจัดการข้อมูลอ่อนไหวในเอกสารสมัครงาน รอบเก็บ-ลบข้อมูลผู้สมัครที่ไม่ผ่านการคัดเลือก และการจำกัดสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลภายในทีม เมื่อวางระบบเหล่านี้ให้เป็นนิสัยของทีม การดูแลข้อมูลพนักงานและผู้สมัครจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานปกติ ไม่ใช่งานพิเศษที่ต้องมาสะสางทีหลัง อ่านภาพรวมของหัวข้อธุรกิจและอุตสาหกรรมอื่นเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ความรู้ธุรกิจและอุตสาหกรรม และหากต้องการตรวจสอบระบบที่วางไว้แล้วเป็นระยะ สามารถอ่านแนวทางตรวจสอบต่อเนื่องได้ที่ บทความ Audit Guide สำหรับทีม SaaS

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

เนื้อหานี้อ้างอิงหลักการทั่วไปตามกรอบ PDPA จากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ทีม HR และ Privacy ควรติดตามประกาศและแนวปฏิบัติล่าสุดจากเว็บไซต์ทางการเพื่อปรับขั้นตอนภายในให้สอดคล้องกับการตีความล่าสุดอยู่เสมอ

คำถามที่พบบ่อย

ข้อมูลผู้สมัครงานต้องขอความยินยอมเหมือนข้อมูลลูกค้าหรือไม่

ข้อมูลทั่วไปในกระบวนการคัดเลือกใช้ฐานทางกฎหมายอื่นได้โดยไม่ต้องขอความยินยอมทุกครั้ง แต่ข้อมูลอ่อนไหว เช่น ศาสนา สุขภาพ หรือประวัติอาชญากรรม ต้องขอความยินยอมแบบชัดแจ้งแยกต่างหาก ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เข้มกว่าข้อมูลลูกค้าทั่วไป

ควรเก็บ CV ของผู้สมัครที่ไม่ผ่านการคัดเลือกไว้นานแค่ไหน

ไม่มีตัวเลขตายตัวที่ใช้ได้กับทุกบริษัท แต่ควรกำหนดรอบเวลาที่ชัดเจนตามเหตุผลทางธุรกิจ เช่นภายในหนึ่งปีหลังปิดตำแหน่ง แล้วมีกลไกลบเมื่อพ้นรอบ เว้นแต่ผู้สมัครยินยอมให้เก็บต่อสำหรับตำแหน่งในอนาคตโดยเฉพาะ

ทีมขนาดเล็กที่ไม่มีแผนกกฎหมายจะเริ่มวางระบบนี้จากตรงไหน

เริ่มจากทำบัญชีข้อมูลผู้สมัครทุกช่องทางก่อน เพราะสิ่งที่ยังไม่รู้ว่ามีอยู่ที่ไหนคือสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ จากนั้นค่อยจัดการเรื่องข้อมูลอ่อนไหวและสิทธิ์เข้าถึงตามลำดับความเสี่ยง

ต้องทำสัญญาข้อตกลงกับ ATS ที่ใช้อยู่ใหม่หรือไม่

ควรตรวจข้อตกลงเดิมที่มีอยู่ก่อนว่าระบุขอบเขตการประมวลผลข้อมูลของผู้สมัครไว้ชัดเจนหรือไม่ หากไม่ชัดเจน ควรติดต่อผู้ให้บริการเพื่อขอเอกสารเพิ่มเติมหรือ DPA แทนที่จะปล่อยผ่านไป

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรือ Data Protection Officer ของหน่วยงานท่านก่อนนำไปปฏิบัติจริง

พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณหรือยัง?

ทดลองใช้งาน trusty ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เริ่มสแกนได้ทันที